Pit's profilePETER!!!PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 03

    ขนม ขนม

    ช่วงนี้ลองท่องเวปดูเรื่องราวเกี่ยวกับขนมต่างที่คนไทยรู้จักในไต้หวันแล้ว เห็นว่าคนไทยรู้จักขนมไต้หวันเยอะมาก ฉันก้อเลยไม่แน่ใจว่าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับขนมอะไรที่ไม่ซ้ำกับคนอื่นให้แกดี มันยากนะเนี้ย
     
    เพราะว่าขนมของกินที่เราชอบไม่ว่าจะเป็นทาโกยากิ ติ่มซำ ผีผา ไส้กรอกปิ้ง กวานตง เถียนปู๋ล่า ซาเปา ไก่ทอดไม่มีกระดูก ปลาหมึกยักษ์ปิ้ง หอยปิ้ง เห็ดยักษ์ปิ้ง มันฝรั่งปิ้ง บัวลอยไต้หวัน น้ำแข็งไสไต้หวัน ผลไม้เชื่อมถังหูลู่ เกี๊ยวซ่า ซวนล่าทัง หรือแม้แต่เบเกอรีต่างๆ ก็มีคนเคยไปชิมมาแล้วทั้งนั้น ฉันก้อเลยยังไม่รู้ว่าจะหยิบยกของกินอะไรที่น่าสนใจ
     
     
    จนกระทั้งผ่านมาเห็นขนมชนิดนี้ในไต้หวัน เป็นขนมลูกกวาดชื่อว่า 佐久間糖七味糖 ภายในบรรจุลูกกวาดเจ็ดชนิด
     
    ที่จริงที่เมืองไทยร้านเจ๊เล้งมีขายอยู่เหมือนกัน แต่ที่อยากเล่าถึงขนมชนิดนี้ก็คือว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมัยเรายังเป็นเด็ก เคยเห็นแต่ในจอทีวีแล้วอยากได้ จนกระทั้งมาอยู่ไต้หวันจึงได้มาเห็นขนมของจริงแล้วได้ลองชิมจริงๆ มันกระแทกในความรู้สึก ทำให้ซาบซึ้งในรสชาดแห่งวันวานได้เป็นอย่างดี
     
    ในระหว่างสงครามที่ญี่ปุ่นกำลังจะพ่ายแพ้ เซตะลูกชายนายทหารเรือญี่ปุ่นต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูแม่ที่ป่วยและน้องสาวชื่อเซซึโกะ ครั้งหนึ่งจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินรบอเมริกา แม่เขาเสียชีวิต เซตะต้องทำหน้าที่ดูแลน้องสาวในขณะที่อาหารเริ่มหายากขึ้นทุกวัน เขาเริ่มขโมยอาหารเพื่อให้ตัวเขาและน้องสาวอยู่รอด
     
    เซซึโกะเป็นเด็กร่าเริง ชอบกินขนมโดยเฉพาะลูกกวาดเหมือนเด็กทั่วไป แต่เธอไม่มีโอกาสได้กินอาหารมากนักเนื่องจากความอดอยากหลังสงครามได้แพร่กระจายครอบคลุมไปทั่วญี่ปุ่น ครั้งหนึ่งเซตะเห็นเซซึโกะอยากกินลูกกวาดมากจนกระทั้งหาลูกหินมากินแทน นี่เป็นภาพง่ายๆของการแก้ปัญหาแบบเด็กๆ เเต่บาดลึกจิตใจพ่อแม่หรือแม้แต่คนเป็นพี่ชายอย่างเซตะเอง
     
    เซตะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เซซึโกะได้มีอาหารกินและเเข็งแรง แต่ไม่นานเซซึโกะก็ต้องตายเพราะโรคขาดสารอาหาร
     
    ภาพในตอนท้ายของการ์ตูนเรื่อง Grave of the Fireflies เมื่อเซตะเผ่าร่างที่ไร้วิญญาณของเซซึโกะแล้ว เขาได้นำเถ้ากระดูกของน้องสาวใส่ลงในกระป๋องลูกกวาด 佐久間糖 และนำติดตัวไปตลอดชีวิต 
     
     
    เรื่องที่มาที่ไปของขนม 佐久間糖七味糖 ก็เป็นเช่นนี้แล ถ้าแกอยากได้ล่ะก้อ จะซื้อไปฝาก ไม่แพงนักหรอก
     
    แต่ได้คุณค่าทางความรู้สึก และเป็นขนมในไต้หวันที่ฉันประทับใจที่สุด
     
     
    March 19

    ดวงดีเพราะข้างในดี

    มันก็นานมากแล้วนะที่ไม่ได้ตั้งใจเขียนบันทึก รู้สึกประหลาดๆอยู่เหมือนกันที่พิมพ์ภาษาไทย คงเพราะเคยชินกับการพิมพ์ภาษาจีนละมั้ง วันนี้มีเรื่องอยากเขียนเพราะว่าเมื่อวานไปดู slumdog millionaire มา
     
    อืม ที่เมืองไทยวิจารย์หนังเรื่องนี้ว่าดีทีเดียว ก็เลยทำให้ฉันสนใจ จนกระทั่งตัดสินใจไปซื้อหนังสือQ&Aมาอ่าน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังดียิ่งขึ้น 
     
    ก่อนจะมาเป็นหนัง slumdog millionaire ผู้กำกับฯเอาโครงเรื่องมาจากนวนิยายชื่อ Q&A ของนักเขียนชาวอินเดียชื่อ Vikas Swarup บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กหนุ่มอินเดียที่เติบโตมากับสภาพสลัมในเมืองบอมเบ เขาสู้ชีวิตอย่างไม่ต่างจากคนในสลัมคนอื่น ขอทาน บริกร ล่าม คนใช้ เด็กชงเหล้า ทำงานในโรงหลอมเหล็ก ในหนังสือบอกเล่าชีวิตที่กำพร้าของ ราม มูฮัมหมัด โทมัส เปรียบเทียบได้กับการเป็นตัวแทนของสวะสังคม ส่วนเกินของสังคมเมือง ไม่มีใครต้องการ ซึ่งตัวเขาเองก็ดูเหมือนไม่ต้องการให้ใครมาสนใจตัวเขาเช่นกัน
     
    ราม มูฮัมหมัด โทมัส มีเพื่อนสนิทชื่อ ซาลิม (ไม่ใช่ ซาหลิม) ทั้งสองคนเป็นเพื่อนรักกัน และดูเหมือนจะมีแค่ซาลิมเท่านั้นที่ ราม มูฮัมหมัด โทมัส ห่วงใย จนกระทั้งเหตุการณ์ต่างๆนานา นำพาให้เขาพบเจอกับ นิตา ผู้หญิงที่ไร้ราคาในสายตาสังคมแห่งนครมุมไบ รามฯ หลับนอนกับเธอคืนหนึ่ง แต่มันเป็นคืนที่เขาได้พบกับความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
     
    ราม มูฮัมหมัด โทมัส เป็นตัวอย่างของการเอาตัวรอดในสังคมได้อย่างดี แต่นวนิยายก็จงใจใส่ค่านิยมความถูกต้องแบบพระเอกจ๋าเอาไว้ในตัวราม ซึ่งในภาพยนต์ slumdog millionaire ก็ยึดบุคลิกลักษณะนี้ของ รามฯไว้อย่างเหนียวแน่น
     
    อย่างไรก็ตามราวกับว่าบุคลิกลักษณะของรามฯ ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันเห็นจากหนังว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับนวนิยาย Q&A นอกนั้นแล้วแทบหาความเหมือนในโครงเรื่องของทั้งสองสื่อแทบไม่เจอ
     
    อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้จะบอกว่า หนังสือ หรือ ภาพยนตร์ อย่างใหนน่าสนใจกว่ากัน ฉันชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ในส่วนของการตัดต่อที่เร้าใจ เพลงที่กระตุ้นความรู้สึก และนักแสดงที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้ชม ส่วนนวนิยายนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง มีความสัมบูรณ์ในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะตรรกะความเป็นเหตุเป็นผล หรือว่าโชคชะตาที่นำพาให้รามฯได้เข้าร่วมรายการเกมส์เศรษฐีของอินเดีย
     
    เป็นนวนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอ่านจากฉบับภาษาจีนแล้วรู้สึกสนุกไม่แพ้อ่านนวนิยายไทย ฉันประทับใจในแก่นจองเรื่องที่ในภาษาไทยเอามาเป็นชื่อหนังว่า "คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ" ส่วนในภาษาจีนนั้นก็มีชื่ออีกแบบหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะให้แปลตรงตัวก็น่าจะได้ว่า ดวงจะดีเกิดขึ้นเมื่อข้างในใจเราดี 好運發自内心
     
    ไม่ต้องการเหตุผล และไม่ต้องการการตอบแทน สำหรับการจะรักใครสักคน เมื่อจิตใจเรียกร้องจงมองมันอย่างที่เป็นจริง แล้วจะพบว่าใครคนนั้นแท้จริงแล้วไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ข้างในใจเราหรอก รักตัวเองซะบ้างก่อนที่จะไม่มีโอกาส
     
    นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมมีหลงเหลือ หลังจากการนั่งอ่านนิยายเรื่องนี้มาเป็นแรมเดือน กับการดูภาพยนต์สองชั่วโมง แต่สื่อถึงสิ่งเดียวกัน
     
    ผมหลงรักสาวอินเดีย ซะแล้วสิ
     
    นิตา อติกา 
    October 07

    taiwan diary

    你好老朋友,你還好嗎?
     
    好久沒有給你寫信,你還記得我吧。記得我來臺灣的第一個月,很想念一個人,她人在泰國。當時我不知道該怎麽釋懷自己對她的感情,因此就突然寫信給你,對,時間過得真快,已經一年多了。可是現在,我覺得自己心情又回到那段很難過的時間,很難過很累,真的。
     
    我知道喜歡一個人要有耐心等待,我也希望我自己能表現出,她對我如何重要。從那天集聚勇氣面對著她講“我喜歡你”,到現在差不多一個月了,但我覺得我們越來越變成陌生人,我們之間越來越有距離感,我很難過。那天跟她告白,心裏有準備會被拒絕,但是她也沒有說什麽,她只對我說“謝謝你告訴我,這是我和你的秘密”,對,那時候我很高興自己不被拒絕,但是到了現在,我很難過。我累了,我不想每天在上網等待她什麽時候會上綫,該怎麽樣跟她打招呼,希望可以約一起吃飯或者看電影。
     
    也許因爲我是個沒有耐心的人,你問我想不想放棄嗎?
     
    其實,我要謝謝她,因爲喜歡她,我才學到很多東西。感情很複雜的,不簡單,而不要自私。
     
    我還有希望,我會等到她轉頭回來看我,等到一個男生可以等自己情人的等待,然後我會自己離開。
     
    謝謝你聼我的胡説八道,也祝福你新年快樂。
     
    我回家會跟你聯絡
     
    康定
    October 06

    สิ่งที่ได้มา

    หวัดดีแก
     
    ฉันกลับมาไต้หวันได้เดือนนึงแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก อาจคงเพราะโตขึ้น(แต่คิดว่าแก่ลงว่ะ) ได้ไปเห็นอะไรๆมากมายในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แกคงรู้แล้วว่าฉันไปขึ้นดอยมาเดือนนึง เมื่อหันกลับไปมองมัน ฉันพบว่าตัวเองมีความสุขมากกว่าตอนนี้ แม้ว่าตอนอยู่บนดอยนั้น ฉันกลุ้มใจเรื่องคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ไม่ออกก็ตาม ไม่รู้สินะ บางเรื่องในตอนนั้นที่คิดว่ามันหนักอย่างขุนเขา แต่พอมองย้อนกลับไปกลับเบากว่าขนนกซะอีก จิตใจของคนเรายากจะเข้าใจมันจริงๆนะ
     
    ขึ้นเชียงราย-เชียงใหม่คราวนี้เป็นหนที่สามแล้วตั้งแต่เรียนจบที่เกษตร แต่เป็นหนแรกที่ฉันรู้สึกว่าได้มาเห็นเมืองเหนือในอีกแง่มุมหนึ่ง ในฐานะบ้านของชาวเขาและแหล่งรวมประเพณีวัฒนธรรมจีน ลาว พม่า มอญ ชนกลุ่มน้อย ในที่เดียวกัน คือฉันมาเป็นอาสาสมัครน่ะ ขึ้นไปอยู่ตามโรงเรียนจีนบนดอย ได้สัมผัสเสน่ห์เมืองเหนือแบบบ้านๆชนบทตลอดตะเข็บชายแดน ฉันเพิ่งรู้ว่าข้างบนนั้นมีคนพูดภาษาจีนได้เยอะมากๆ ถึงแม้จะไม่ใช่ภาษาจีนกลางแต่ก็พอจะฟังกันออก ฉันรู้สึกเหมือนกับมาอยู่อีกประเทศนึงเลยล่ะ กลับมาไต้หวันเพื่อนที่นี่ยังถามฉันเลยว่าอยู่เมืองไทยไปทำอะไรมาภาษาจีนถึงได้ดีขึ้น มันเป็นผลพลอยได้จริงๆว่ะ
     
    ฉันมากับองค์กรเอกชนไต้หวัน มาพัฒนาการศึกษาภาษาจีนของโรงเรียนบนดอย มีการส่งครูจากไต้หวันมาอยู่ที่นี่เพื่ออบรมครูท้องถิ่น เป็นงานที่ท้าทายและน่าสนใจมากๆเลยนะ แต่ฉันไม่มีความสามารถพอที่จะไปสอนภาษาจีนพวกเขาได้หรอก ถ้าสอนภาษาไทยล่ะก็สบายเลย ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานสอนหนังสือหรือเปล่า แต่ฉันชอบที่ได้ออกมาทำงานเพื่อสังคม เพื่อบ้านเมืองของฉัน ก็ฉันเกิดจากที่นี่ ที่เมืองไทย ถึงจะเป็นลูกจีน แต่ฉันก็รักที่นี่มากๆ และรู้สึกว่าต้องทำอะไรเพื่อคนที่นี่
     
    ฉันคิดโครงการจะพาเด็กนักเรียนเอกจีนจากมหาลัยในกรุงเทพมาออกค่ายอาสาพัฒนาบนนี้ ฉันว่ามันต้องดีแน่ๆเด็กเอกจีนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีนในเมืองไทยอีกบรรยากาศใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเยาวราชบ้าง มาดูวิถีชีวิตของคนจีนบนดอยกับชาวเขาท้องถิ่น เข้าใจความหมายของการอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความแตกต่าง โรงเรียนจีนที่ไม่เพียงแต่สอนลูกหลานคนจีน แต่สอนไปถึงลูกหลานม้ง อาข่า พม่า ไต คงเป็นบรรยากาศที่สวยงามมากในความคิดของฉัน เด็กบนดอยจะได้เรียนรู้จากเด็กในเมือง และต่างช่วยกันพัฒนาภาษาจีนไปพร้อมๆกัน แกว่าโครงการฉันดีใหมวะ
     
    อยู่บนนั้นฉันเหมือนได้อยู่กับตัวเองทั้งวัน ไม่ใช่ว่าจะสบายใจ แต่ไม่รู้สึกหนักใจ ฉันชอบอารมน์แบบนั้น
     
    กลับลงมากรุงเทพก็ได้เรื่องเลย ไม่นึกว่าต้องไปบุกยึดทำเนียบกับแม่ แต่ก็เป็นประสบการณ์ในชีวิต ถึงแม้ว่าจะสู้แม่เมื่อตอนสาวๆในเหตุการณ์เดือนตุลาไม่ได้ แต่ฉันก็ภูมิใจที่ได้ออกมาแสดงพลังว่ารักชาติ ให้สังคมได้รับรู้ว่าบ้านเมืองนี้ไม่ใช่มีแต่นักการเมืองที่โกงชาติ ประชาชนที่รักชาติก็สามารถแสดงพลังของตัวเองได้เหมือนกัน ฉันหวังว่าพวกเราจะรักกัน เหมือนที่ฉันรักเพื่อนๆบนดอย เพราะเราเกิดมาจากที่เดียวกัน บนผืนแผ่นดินที่เรียกว่าไทย ขอให้มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
     
    ฉันเริ่มกลับมาพล่ามอีกแล้วใช่ใหมแก เอาเถอะน่า นานๆที ฉันไม่ค่อยได้เขียนบ่อยนักหรอก แกทนฉันหน่อยละกัน
     
    ด้วยความอุปการะจากคุณพ่อฉันก็เลยได้ตั๋วเครื่องบินไปกลับเชียงรายฟรี กลับมากรุงเทพก็ปั่นงาน อ่านหนังสือเตรียมหาหัวเรื่องวิทยานิพนธ์ ขณะเดียวกันฉันก็เริ่มสนใจแนวคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อไทยมากขึ้น ฉันชอบคำว่าปฏิรูปนะ รู้สึกเหมือนกับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องถูกกระทำให้เกิดขึ้น จากพวกเราทุกคน เราเป็นส่วนร่วมกันผลักดัน ถ้าสื่อดี เราก็จะมีสังคมแห่งการเรียนรู้และธรรมเนียมปฏิบัติที่ดี มีจารีตจรรยาบรรณ ลูกหลานของเราก็จะได้เรียนรู้จากสื่อที่ดี เป็นคนดีในอนาคต สื่อก็เปรียบเหมือนกับคุณครูได้นะ เป็นครูของสังคม ถ้าครูประพฤติตัวไม่ดี สังคมก็จะไม่นับถือ และถูกมองเป็นแค่คนสอนหนังสือที่ไม่มีค่า ในฐานะที่ฉันก็เรียนสื่อสารมวลชนมา ฉันก็อยากกลับไปพัฒนาปฏิรูปสื่อบ้านเรา นี่ฉันเขียนอะไรเพ้อฝันไปหรือเปล่าแก
     
    เอาเป็นว่ายังมีเรื่องยิ่งใหญ่อีกมากมายรอฉันอยู่หลังจากเรียนจบ แกก็เหมือนกัน เดินทางมาได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของชีวิตแล้วนี่(หวังว่าจะใช้ชีวิตได้ถึงร้อยปีน่ะนะ) ฉันไม่เสียใจเลยกับสิ่งที่ผ่านมา เพราะฉันได้ค้นพบในสิ่งที่ตัวเองสนใจมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ตลอดมาคอยแต่จะตัดสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบออกไป เรากำลังแข่งกันอยู่นะ ฉันกับแก เรามาดูกันซิว่าเมื่อวันนั้นมาถึง แกกับฉันจะมีเรื่องอะไรมาเม้าท์มากกว่ากัน ใครจะค้นพบในสิ่งที่ตัวเองเป็นก่อนกัน ได้มีชีวิตอย่างที่ใจต้องการ
     
    หวังว่าถึงวันนั้น ฉันคงยังไม่แก่จนจำแกไม่ได้ไปก่อนนะ ฮา
     
    พิดชี่    
     
    DSC04811DSC04843DSC05199DSC05317DSC05347DSC05190DSC05193DSC05219DSC05293DSC05297
    September 26

    我對泰北的感想

            今年715我到了泰北,在我的印象中,泰北是一個文化濃厚、風景不錯的地方,外國人或泰國人都喜歡到泰北旅行。我也很喜歡泰北的文化和風景,每年放假都想約朋友一起去泰北避暑。可是今年7月我來泰北的目的不一樣,因爲我想要認識這裡。

     

            去年,我的台大朋友陳文政介紹愛會張正瑤老師給我,他說張老師在泰北服務了好幾年,從事師資培訓的工作。那時候的我很好奇,「她怎麽到泰北去教書呢?爲什麽不去曼谷教?難道泰北學生比曼谷學生喜歡上中文了?」我真不知道。張老師告訴我,跟著她走,就知道她們做的是什麽工作了。

     

            就這樣子,我們就約715在清萊機場會合,然後我就跟張老師一起跨越我從來不知道的泰北神秘。

     

             在泰國學習時,我知道有很多雲南人在泰北、緬甸的邊界生活。以前因爲防禦共產主義侵略,泰國政府允許國民黨93軍在泰北邊界居住。可是我跟張老師他們一起觀察每一個學校和村子後才知道,這裡華人除了國民軍後代還有很多歷史脈絡來源,比如從中國跟緬甸逃難過來的、從軍營留下來的後代軍人、嫁給少數民族而定居在泰北等,所以泰北邊界的中華文化比較多元。

     

            我跟明愛會老師到泰北觀察華語學校,明愛會去泰北的目的是幫助本地華人保留中國文化,而我去泰北的目的則是觀察自己。身為一個泰國華裔,我覺得自己也有責任解脫泰國人的困境,尤其是泰國華裔的困境。但是我能做什麽呢?這真是一個很頭痛的問題。

     

             715,我到了清萊機場,張老師和三四位老師朋友們來接我,那天我們到一個華人的民宿住。早上張老師說要去大同中學解決奇怪的問題,你們絕對想不到。你們是為了錢才來上學的嗎?我想應該不是,可是泰北本地老師來大同中學受培訓時,他們要錢,我們不給錢他們就不來上課。

     

            以前為鼓勵本地老師出來受教育培訓,因此有補助金錢給他們,但是臺灣的經濟不如以前了,每年捐款越來越少,此方法養成本地老師的壞習慣----明愛會不給錢就不想來受教育培訓。張老師花了很多時間解釋給本地人有關明愛會預算與經費的來源。

     

             晚上,我們還去兩三個學校,忘記了是什麽名字。這裡的學生不只是華人,還有很多少數民族的學生來上中文課。在表面上,我看不出來華人與少數民族有什麽差別,我只是聽他們說自己是什麽部落才知道的。

     

            跟明愛會跑了幾天,我摸索到泰北華文教育的幾項問題;如本地老師沒有資格教學、生活困難而非法跨國到泰北來當中文老師、老師説話不標準因爲雲南腔好重、各地經濟狀況不一樣使得教學方法與教材不統一、村長沒有教育精神只愛面子而辦學校、宗教干涉教育、學校的教育裡有政治議題等複雜問題。

     

             去泰北的時候,我碰到很多臺灣的大學生出國來當志工,回曼谷還帶他們出去玩、交換聯絡電話。我覺得這是一個很好了解國家人民彼此的方法,除了了解自己的生活真理,同時也了解臺灣與泰國的歷史。

     

             722跑了整個清萊府的一圈後,我們就回到大同中學休息和接待僑委會副委員長。在教室裡,有一位臺灣志工在教本地學生練中華民國國歌跟泰國國歌,我就去幫她教學生練泰國國歌,我覺得效果還不錯,學生都很乖。

     

            下午,張老師讓我去國中三年級教室分享留學經驗,他說去年我同學陳文政也有來這裡分享過。今年她想讓我提醒學生們不要離開學校,讓他們繼續念書到高中才去找工作或去臺灣打工。

     

             我想了想,不知道該怎樣安排順序、有點緊張,因爲要用中文表達,最後還是不如用泰文表達比較通順。我說自己是跟他們一樣的泰國華裔,只是我在曼谷出生,家庭不常講中文,何況什麽中國文化我都不知道,我要重新學習中文及中國文化。我說我很羡慕這裡的人,因爲中文環境比曼谷還豐富,很配合學習中文,而且物價不高,希望他們好好念中泰文,把它們學好再出去才能賺更多的錢,因爲我希望他們有更美好的前途。

     

             這是我覺得想要跟他們講的,咱們泰國華裔應該彼此幫忙的吧。

     

            此服務團體讓我強烈地發覺,我應該要做一些服務計劃,但我不知道該怎麽做。跑了十幾天觀察學校和村莊後,我突然有一個想法,就是應該帶在曼谷學習中文的大學生來泰北當志工。其實有很多泰國大學生的服務社團到泰北服務,可是針對華文學校服務還是很少,因爲泰國合法的華文學校不多,其他都是自己辦自己教,不受教育部管理,因此本地大學生社團就不知道泰北有很多華文學校,或者知道,可是因為語言不同而不知該怎麽安排服務計劃。

     

             這啓發點很有趣,但我承認我還不知道該怎麽把這計劃落實。張老師說他支持我這計劃,但不是馬上可以實施,我還要回臺灣學習,還要找夥伴計劃行程,但這是我覺得這次來泰北最大的收穫。

     

            人生如一場夢,而且一去不復返。這世界就這麽奇妙,你不知道以後老了你會對什事情而後悔,或者不在乎它。一個人的生活故事給了我什麽,不如我對自己反省到了什麽。去泰北前,會有「想在泰北得到什麼」的想法,想得到經驗、想得到寫論文的資料方向,都是爲自己的目的。但去完之後,這種感覺卻變成了「我想爲泰北貢獻什麼」、想爲別人做些事情的想法。

     

            我仍然不知道能夠為泰北華人作什麽,但是我還是要回去泰北,因為我知道那邊的人需要幫忙,咱們就是一家人。

    DSC04843DSC05345DSCN1699劉康定與大同初三同學DSC01108

    June 14

    คิดถึง อ.โก๋

    หวัดดีแก ยังสบายดีใหม
     
    วันนี้ฉันมีเรื่องอยากมาเล่าให้ฟัง คือเมื่อวานพี่คนนึงมาชวนไปจัดรายการวิทยุภาคภาษาไทยที่ไต้หวัน เราก็งงๆเพราะว่าตอนแรกบอกไปว่าจะขอแค่ฝึกงานไม่คิดว่าจะได้มาอัดรายการจริงๆตั้งหนึ่งชั่วโมง ฮ่าๆๆๆ
     
    เออ มันสนุกดีนะ ได้รำรึกถึงสมัยหัดทำรายการวิทยุวิชา อ.โก๋
     
    คือว่าที่ไต้หวันนี่มีสถานีวิทยุท้องถิ่นออกอากาศเฉพาะเขตไทเป ก็เหมือนบ้านเรามีวิทยุชุมชนไง
     
    แล้วทีนี่เราก็มาจัดรายการเพลงเพื่อแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไทเป ได้ฟังแก้เหงา ได้เวลาดีออกอากาศสี่ถึงห้าทุ่ม ฮา
     
    ห้องอัดก็ออกโทรมๆหน่อย แล้วไม่ใช่รายการสด ใช้อัดลงมินิดิส ไปเปิดตอนสี่ทุ่ม
     
    ทีนี่ตอนเริ่มอัดก็ต้องมีเพลงอินโทรใช่มะ โอ้โฮคิดถึงโก๋เลยๆ  "สวัสดีครับท่านผู้ฟังทุกท่าน....พบกันอีกแล้วนะครับกับรายการฮัลโลไทเป เอฟเอม....." แม่งลูกทุ่งดีจริงๆ อัดผิดก็ลบแล้วอัดใหม่(คิดถึงโก๋อีกเเระ) เปิดเพลงไป ปล่อยมุกใส่กันไป เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไร ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงได้อย่างสบายๆ
     
    มานึกๆดู กรูก็เสียงหล่อใช่ย่อย อะเฮ้อๆ
     
    แล้วจะเอามาให้ฟังวันหลังนะ
     
    คิดถึงนะเว้ย
     
    นายผิด
    June 05

    ความไม่แน่นอนของฉัน

    หวัดดีแก ยังสบายดีอยู่ไหม

     

    ช่วงนี้ที่ไทเปอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็ฝนตกแล้วก็หนาววว อากาศมันไม่แน่นอนเหมือนกับจิตใจของฉันเลย

     

    ช่างที่ผ่านมาฉันทำตัวเฉื่อยมากไปหน่อย รู้สึกว่าเนื้อหาการเรียนเทอมนี้มันยากกว่าเทอมที่แล้วมากมายนัก มีงานวิจัยให้อ่านแทบทุกวัน ฉันยอมรับว่ารู้สึกเบื่อและอยากกลับบ้านมาก ไม่มีจิตใจจะทำงานต่างๆให้ดี คิดเอาเองง่ายๆว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ เขาคงไม่เข้มงวดกับเรามาก

     

    ผิดถนัด ฉันโดนข้อหาไม่ยอมทำงานตามที่สั่งให้ครบ แถมยังโดนเข้าใจผิดว่าเรียนไม่ไหวคงต้องดรอปไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเติม ทำเอาฉันเครียดไปเกือบเดือน กว่าจะคุยกับท่านอาจารย์ที่ปรึกษารู้เรื่อง ทำความเข้าใจในสิ่งผิดพลาดตั้งแต่ตอนเปิดเทอมที่ไม่ได้ไปคุยปัญหาอะไรให้แกฟังเลย สิ่งนี้ทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาเราโกรธมากๆ เฮ้อ เหนื่อยใจ แต่ก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้เราตั้งใจจริงและแสดงให้เขาเห็นว่าเรามาเรียนที่นี่เพื่อเรียนให้จบตามแผนกำหนด เราจะไม่เฉื่อยในการทำงานอีกแล้ว ท่านก็เข้าใจและไม่ต้องให้เราไปดรอป เย้ๆๆๆๆๆ

     

    เรื่องความไม่แน่นอนในการเรียนผ่านไป เรื่องความรวนเรของหัวใจก็เข้าครอบงำ ทำให้ฉันหวั่นไหว วู้ๆ  ฮา

     

    สำหรับฉัน กว่าจะชอบใครสักคนให้ถึงขั้นจีบได้นี่ไม่ง่ายนะ แต่ว่าเธอคนนั้นก็ทำให้ฉันอยากรู้จัก อยากพูดคุยด้วย เขาเป็นรุ่นพี่ที่คณะน่ะ น่ารักมากมาย หุ่นดี แล้วคงจะเก่งมากด้วย เราเคยคุยกันไม่บ่อยนักแต่ว่าก็สนิทกันได้เร็วทีเดียว ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอคงจะมีใจให้ฉันบ้าง ไม่มากก็น้อย

     

    แต่ว่าฉันก็รู้สึกเสียดายไม่อยากจะเสียความอิสระและเป็นส่วนตัวในชีวิตของฉันไป ฉันก็เลยไม่ได้ไปบอกเขาตรงๆว่าชอบ ก็ทำได้แค่ดูๆกันไป

     

    สำหรับเดือนที่ผ่านมาเพื่อนๆร่วมรุ่นของฉันมีจัดงานเลี้ยงกันมากมาย เราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันที่จิวเฟิน เราร่วมแรงกันจัดงานเลี้ยงส่งที่มีความหมายให้รุ่นพี่ของเราที่จะจบในปีการศึกษาหน้า เราไปดิ้นกันในผับกลางเมืองไทเปเพื่อฉลองงานวันเกิดเพื่อนของเราอย่างเมามัน

     

    ทั้งที่เพื่อนคนไทยที่ฉันเคยคุยด้วยมักจะพูดว่ามีปัญหากับการคบเพื่อนไต้หวัน มีความแปลกแยก แต่กับฉันแล้วแทบไม่เห็นความต่างกันเลยระหว่างเพื่อนที่นี่กับเพื่อนๆที่กรุงเทพ เรารักกันและช่วยเหลือกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฉันมีปัญหากับอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ๆ พวกเขาให้กำลังใจฉันมาตลอด ซึ้งว่ะ

     

    เดือนนี้ไม่ว่าจะยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ จะเคลียร์งานให้เสร็จเรียบร้อยภายในเดือนนี้ อยากกลับไปเล่าเรื่องราวดีๆที่ฉันเจอที่นี่ให้พวกแกได้ฟัง จะกลับไปไหว้พ่อไหว้แม่ ปู่ย่าตายาย ขอให้สุขภาพแข็งแรง อยู่ให้คำปรึกษาเราไปนานๆ จะกลับไปเพื่อดูว่าตัวได้เรียนรู้อะไรจากที่นี่ไปบ้าง การค้นหาตัวเองนั้นคงจะชัดเจนขึ้น

     

    เล่าเรื่องราวของตัวเองมาซะเยอะเลย แล้วแกล่ะ ยังไหวอยู่ไหม สู้ไม่สู้ ถ้าท้อแท้เมื่อไรก็อย่าลืมฉันนะ เรายังต้องก้าวเดินต่อไป ฉันก็อยากจะเห็นทางนั้นของแกว่าได้ตัดหญ้าแผ้วถางทำทางเดินไปได้แล้วกี่มากน้อย นำมาเล่าสู่กันฟัง

     

    เพื่อนกันไปตลอดกาล

     

    พิชญ์ 

    March 22

    ที่เห็นและเป็นอยู่

    หวัดดีแก
     
    ยังสบายดีไหม การงานราบรื่นดีรึเปล่า กังวลอะไรอยู่ อยากทำอย่างนู้นอย่างนี้แต่ยังไม่มีโอกาสใช่ไหม หรือว่ายังตามหาสิ่งที่ชอบไม่เจอ
     
    ชั้นอยากมีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้จัง
     
    วันนี้เพิ่งไปส่งพ่อกับน้องชายกลับกรุงเทพ พวกเขามาเยี่ยมฉันที่ไต้หวันได้สี่ห้าวัน และขนเสื้อผ้าข้าวของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันอีกนับไม่ถ้วน จนฉันแทบจะไม่ต้องซื้อของใช้เข้าห้องอีกแล้ว
     
    ระหว่างทางกลับมาหอพัก ฉันมานั่งคิดๆถึง ชีวิตของคนๆนึง เติบโตขึ้นมา เลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง สิ่งที่เป็นกำลังใจให้เสมอก็คือคนในครอบครัว ฉันเพิ่งมารู้สึกอย่างนี้ได้จริงๆก็เมื่อตอนส่งพ่อกับน้องชายที่สนามบิน
     
    ความห่างไกล สานสร้างความห่วงใย และคืดถึงกัน และมันคือกำลังใจที่สำคัญสำหรับฉัน
     
    ก็เหมือนกับการเขียนจดหมายติดต่อกัน การได้เล่าเรื่องราว หรือรับรู้เรื่องต่างๆจากคนในครอบครัว ทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น
     
    ฉันเองมีการบ้านค้างไว้พอสมควรสำหรับอาทิตย์นี้ เนื่องจากต้องพาครอบครัวออกไปเที่ยว แต่มันไม่สำคัญอะไรนัก
     
    ระหว่างไปเที่ยว เราถ่ายรูปด้วยกันไม่เยอะนัก แต่มันก็มีความหมายทีเดียว
     
    เมื่ออยู่ด้วยกัน เรามีทะเลาะกัน แต่มันก็เป็นความทรงจำที่ดี
     
    เอ... ฉันจะจบจดหมายฉบับนี้ยังไงดีละ อยู่ๆก็นึกอะไรไม่ออกซะแล้ว
     
    เอ้อ เป็นห่วงแกนะ อย่าลืมเล่าข่าวคราวถึงกันมั้ง
     
    ฉันยังอยากมีเรื่องทะเลาะกับแกอยู่บ้างน่ะ
     
    นายผิดชวนทะเลาะ
      
    February 07

    คืนข้ามปี

    เมื่อคืนฝนตกอากาศหนาวมาก นั่งรถเมล์ไปกินข้าวกับพี่ปิงปองพี่เหมียวแล้วน้องหนุ่มที่ร้านอาหารไทยวาเลนไทน์พร้อมกับดูถ่ายทอดสดคัดบอลโลกญี่ปุ่น-ไทย ปรากฏว่าไปถึงโทรทัศน์รับสัญญาณไม่ได้ เลยต้องออกไปร้านของชำคนไทยใกล้ๆกันดูบอลแทน ถึงได้รู้ว่าคนไทยที่นี่มีเยอะมาก ย่านที่เราไปส่วนใหญ่จะเป็นคนใช้แรงงาน พอได้หยุดตรุษจีนก็มานั่งดื่มเบียร์ดูบอลกัน
     
    บอลไทยครึ่งแรกเล่นดีมากๆ ยันเสมอหนึ่งหนึ่งไว้ได้ แต่มาเสียลูกตั้งแตะและแตะมุมเยอะในช่วงครึ่งหลังทำให้โดนทะลวงไปสี่ต่อหนึ่ง แต่นั้นไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกที่เรามีร่วมกันของคนไทยในต่างแดน บรรยากาศการเชียร์บอลไทยไม่ว่าจะที่ใหนก็สุดยอดทั้งนั้น ฉันจึงรู้สึกดีใจที่เมื่อวานเลือกมากับพี่ปอง แทนที่จะอยู่กินเลี้ยงกับรับซองแดงที่ทางมหาวิทยลัยจัดไว้สำหรับนักศึกษาที่ไม่ได้กลับบ้านไปฉลองตรุษจีน
     
    พอดูบอลเสร็จก็กลับมาที่ร้านวาเลนไทน์กินข้าวผัดกระเพราะ ลาบหมูข้าวเหนียวและผัดซีอิ๊ว ซึ่งอร่อยมากๆ พี่หมวยเจ้าของร้านใจดีเลี้ยงผลไม้สตรอเบอรี่ ส้ม เชอรี่ องุ่นและขนม พร้อมเหล้าเรมี่สามขวดโต เรากินกันเก้าคน เมาและโวยวายกันอยู่สองคน
     
    พี่วง(น่าจะเรียกน้าวงมากกว่า แต่เวลาเมาแกจะใช้สรรพนามเรียกตัวเองว่าพี่) เป็นคนไทยที่อยู่ไต้หวันมายี่สิบกว่าปีและแต่งงานกับคนไต้หวัน เป็นคนเฮฮาสนุกสนาน แกเล่าถึงชีวิตโรบิ้นฮูดของแกสมัยมาอยู่ใหม่ๆ เล่าเรื่องปัญหาการสื่อสารกับลูกๆที่พูดไทยไม่ได้ ทำให้พ่อที่อยากคุยกับลูกแต่ไม่สามารถสื่อสารอะไรที่ลึกซึ้งถึงกันได้ 
     
    เจนเด็กหนุ่มจากโคราชมาผู้มีความคิดเป็นของตัวเอง เราคุยกันถึงเรื่องการให้ความรู้แกชาวอีสานเพื่อที่จะไม่ให้ถูกทักษิณหลอก เจนบอกว่าความจริงคนอีสานไม่ได้โง่ แต่ที่เลือกทักษิณเพราะเขาเห็นว่าคนๆนี้สามารถทำให้ชีวิตขอลเขาเปลี่ยนแปลงสบายขึ้น จากนั้นเราคุยกันถึงกันถึงเรื่องการเมือง สังคม รัฐประหารและเศรฐกิจพอเพียง
     
    แกรู้ไหม บางทีฉันรู้สึกว่าเราอยู่กรุงเทพฯ เราอาศัยอยู่ในสถาพแวดล้อมที่เอื้อสำหรับการรับรู้ข่าวสาร เราคิดว่าตัวเราเองฉลาด แต่ความจริงเราไม่ได้ฉลาดกว่าคนอีสานเลย เราแค่รับรู้ข่าวสารมากกว่าเขาเท่านั้นเอง เมื่อคืนนี้คนอีสานคนหนึ่ง ทำให้ฉันสงสัยในทฤษฎีของในหลวง ว่ามันจะทำได้จริงๆหรือในสังคมไทย
    ครอบครัวคนอีสานจนๆ จะสามารถมีพอเพียงกับตนเองได้จริงหรือ ในเมื่อ สภาพแวดล้อมของเขาไม่มีทางเอื้อให้ตัวเขาพัฒนาตัวเองได้เลย ไฟฟ้า น้ำประปา สายโทรศัพย์ต่อเน็ต การประชาสัมพันธ์ หนังสือพิมพ์ หรือการโฆษณาชวนเชื่อ
     
    เราไม่เคยปลูกฝังแนวความคิดเกี่ยวกับความพอเพียงเลย แม้ว่าเราจะบอกตัวเองว่าเราเป็นชาวพุทธ เรารู้จักศีลห้า เรามีแนวทางการปฏิบัติเพื่อลดละกิเลส แต่ความรู้สึกอยากได้อยากมี ก็เกิดขึ้นในทุกระดับสังคมไม่ว่าจะเป็นกทม.หรือตจว. จะต่างกันก็เพียงที่กรุงเทพเรามองว่าการอยากมีรถ บ้าน เครื่องเสียง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครคิดจะมี เนื่องจากเราอยู่ในสังคมแวดล้อมที่เอื้อให้ซื้อหาได้ง่าย    
     
    แล้วหันมองมาที่คนชนบทห่างไกล เขาก็อยากมีเหมือนกับคนกรุงเทพฯมี สิ่งที่เขาอยากมีนั้นไม่ได้อยากมากเกินไปกว่าคนเมืองหลวงเลย แต่ว่าสภาพความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ มันไม่เอื้อให้เขามีสิ่งเหล่านี้ได้ อยากจะมีรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งก็จำเป็นในดินแดนห่างไกลความเจริญ อยากจะมีคอมพิวเตอร์ให้ลูกๆของเขาได้เข้าถึข่าวสาร อยากจะมีตู้เย็น โทรทัศน์ ดีวีดี เหมือนกับที่คนเมืองเขามี ฉันมานั่งคิดๆ เขาผิดเหรอที่เขาอยากมี?
     
    แนวคิดความพอเพียงเป็นไปได้แค่ความคิดเพ้อฝันของนักวิชาการบนหอคอยงาช้างเท่านั้น มันมีทางทำให้เป็นจริงได้หรือ? ถ้าเขาพอเพียง แล้วลูกๆเขาล่ะ? ครอบครัวเขาล่ะ?
    สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ชาวชนบทต้องออกท่ใช้แรงงานเพื่อหาเงินไปซื้อ "ของ" ที่พวกเราชาวเมืองซื้อหาได้ง่ายๆเป็นธรรมดา เขาต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้วัตถุเหล่านั้นมา  ฉันมานั่งคิดๆ เขาผิดด้วยหรือที่เขาอยากมี? 
     
    บางทีฉันก็รู้สึกผิดต่อพวกเขาอย่างมาก ด้วยเพราะฉันไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเขาเลย เพียงแค่ฉันเกิดในเมืองหลวง ส่วนเขาเกิดนอกเมือง ฉันเกิดมามีพ่อแม่ให้ต้นทุนฉัน เขาเกิดมาพร้อมกับมีหนี้ติดตัว ทักษิณเข้าใจธรรมชาติของความอยากมีอยากได้ของคน เขาจึงใช้มันเป็นเครื่องมือชักจูงคนจนที่อยากมีให้ได้มีก็เท่านั้นเอง
     
    มันน่าสลดที่สังคมที่เอื้ออารีย์อย่างสังคมไทย ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
     
    เมื่อก่อนฉันเคยออกค่ายไปกับคณะมนุษย์ ฉันรู้ว่าฉันไปเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ แต่ฉันไม่เคยให้ความรู้ที่ยั่งยืนแก่พวกเขาเลย ฉันไปสร้างห้องสมุด โยนหนังสือให้พวกเขา ให้ขนมอาหารและเงินนิดหน่อยแล้วก็จากมา สุดท้ายพวกเขาก็ยังต้องพึ่งพาคนอืนอยู่ดี ทุกปียังมีเด็กหนุ่มสาวจากชนบทเข้ามาหางานในเมือง หรือค้าแรงงานผิดกฏหมาย ฉันมานั่งคิดๆ นี่เป็นความผิดของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? 
     
    แก....ฉันรู้สึกผิดมากมาก ผิดที่ฉันเป็นคนเมือง และจะรู้สึกผิดยิ่งกว่า หากเรียนมาซะขนาดนี้แต่ไม่มีความสามารถนำความรู้ไปพัฒนาประเทศได้
    แก....ฉันไม่อยากกลับไปเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนอีกแล้ว ไม่อยากกลับไปมีชีวิตเพื่อตัวเองไปวันๆ เก็บเงินไว้ใช้จนวันตาย
     
    จบเกมแล้วไทยต้องแพ้ญี่ปุ่นเสมอไปหรือ?
     
    ฉันอยากกลับบ้านเร็วๆ
     
    เพื่อนแก
     
    พิชญ์
    January 27

    การมอง

    เมื่อวานได้ไปดูงานศิลปะที่พิพิธพัณฑ์ไรสักแห่ง ดูแล้วก็นะไม่ค่อยเข้าใจ พยายามอยู่นานเพื่อจะจินตนาการว่าภาพแต่ละภาพเขียนมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร มีเหตุผลอะไร วาดมาเพื่อบอกอะไร ดูๆผ่านๆไปได้สักพักก็ปวดหัวตึบๆ ตาลาย ง่วง เมื่อย สารพัด ดูงานศิลปะนี่มันไม่หนุกเลยนะ
     
    กลับมานั่งพัก หลับตา จินตนาการใหม่ ปล่อยความคิดไปเรื่อย ไม่ไปกั๊ก สงสัยหรือตั้งคำถามหาเหตุผล ลุกขึ้นมองภาพๆเดิมอีกที โอ้โหเจ๋งว่ะ แม่งคิดได้ไงวะ ลึกซึ้งๆ ทั้งที่จริงเราก็ไม่รู้หรอกว่าจิตกรคนนั้นเขาต้องการสื่ออะไร แต่เอาเป็นว่าเเถๆเข้าหาตัวเองก็ทำให้ดูรูปภาพต่างๆได้สนุกขึ้น
     
    ตอนต้นเดือนอากาศหนาวมากๆ หนาวจนไม่อยากออกไปใหน แต่ก้อต้องตื่นไปเรียนหนังสือ ยังเหลือรายงานที่ต้องส่งภายในเดือนนี้สองชิ้น การบ้านส่วนตัวหนึ่งชิ้น สอบสถิติอีกหนึ่งวิชา คิดๆดูแล้วก็นะ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำมันทั้งหมดออกมาได้โดยไม่เขียนภาษาอังกฤษและไทยเลยสักตัว
     
    ปลายเดือนอากาศดีขึ้น มีลมแรง แต่มีความสุขเพราะสอบเสร็จแล้วรายงานก็ทำเสร็จแล้ว สถิติได้แค่ผ่านพอดีเลย เสียวไส้ คนไต้หวันเองยังมีสอบตกเลยอะ
     
    ช่วงนี้การเมืองที่นี่เริ่มคึกคัก มีการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อนๆในห้องส่วนใหญ่ชอบนายหม่า อิง จิ่ว จากพรรคกก็กมินตั๋ง มากกว่านายเซี่ย ฉาง ถิง จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า และเลือกตั้ง สส ที่ผ่านมาพรรคก็กมินตั๋งก็ได้สสเข้ามาในสภามากกว่า ถ้านายหม่าได้รับเลือกเขาก็จะมีอำนาจเด็ดขาดทั้งนิติบัญญัติและบริหาร การเมืองก็อาจจะมั่นคงแต่ปัญหาคอร์รัปชั่นจะตรวจสอบเพื่อเอาผิดจะยากขึ้น
     
    คนที่นี่มองการเมืองสุดขั้วมากๆ ถ้าชอบข้างใหนก็จะเกลียดอีกฝ่ายไปเลย พวกเขาจะแทนสองพรรคใหญ่นี้ด้วย สีน้ำเงินกับสีเขียว ใช้เรียกแสดงสถานะว่าชอบสนับสนุนพรรคใหน ทุกวันจะมีข่าวพวกสีน้ำเงินไปโวยวายประท้วงเวลาพวกสีเขียวปราศรัย และข่าวก็รายงานอย่างสนุกปากเหมือนรายงานข่าวชาวบ้านๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่า เหมือนกับว่าบ้านนี้เมืองนี้การเมืองเป็นเรื่องรองเอาแต่ชีวิตปากท้องตัวเองก่อน เครียดกับเรื่องเศรษฐกิจ หุ้น การลงทุนมาทั้งวัน ไม่อยากรับรู้ข่าวการเมืองหนักๆ อยากดูอะไรๆผ่อนคลายเสียมากกว่า ก็เลยทำให้การรายงานข่าวสไตล์ตลาดๆชาวบ้านๆได้รับความนิยม
     
    เดือนหน้าจะมีการรณรงค์เลือกตั้ง สว คงได้ไปช่วยงานสถานฑูตไทยเขาแหละ นึกแล้วก็เจ๊บใจเลือกตั้ง สส ถ้ารู้ว่าเลือกมันแล้วจะไปอยู่กับพรรคแม้วนะ ไม่ตื่นไปลงคะแนนให้เมื่อยก็ดีหรอก เซ็งเลย
     
    ฉับพลันชั้นก็กลับมาหยุดอยู่ที่ภาพเขียนภาพหนึ่ง อืม....สวยงดงามจริงๆ ทำไมโลกแห่งจินตนาการถึงได้น่าหลงใหลอย่างนี้นะ ไม่อยากกลับหอ ออกไปโลกข้างนอกเลย เดินดูอยู่ในนี้เรื่อยๆตลอดไปน่าจะดี นี่ถ้าเมืองไทยมีงานแสดงศิลปะบ่อยเหมือนไต้หวันก็คงดี ฉันคงมีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้แกฟังทุกวัน ว่าวันนี้ไปเห็นภาพอะไร แล้วคิดถึงอะไร
     
    เดินดูจนสามทุ่มจนเขาไล่ถึงได้กลับแหละแก ฮ่าๆๆ
     
    คิดถึงมากเลยนะ
     
    พิชญ์ 
    December 28

    แรงบันดาลใจ

    แกหวัดดี สบายดีนะ
     
    อืม.....ความบรรลัยกำลังย่างสามขุมเข้ามาหาฉัน รายงานยังไม่เสร็จ นี่ก้อจะสิ้นปีแล้วฉันคงไม่ได้กลับบ้าน คงอยู่เที่ยวที่นี่ ส่วนแกก็คงจะได้ไปเที่ยวในที่ๆแกอยากไปได้ซะทีนะ ขอให้เที่ยวสนุกก็แล้วกัน ไม่ต้องมาเที่ยวเผื่อเลย อิจฉา
     
    เวลาผ่านไปเร็วจริง ฉันมาอยู่ที่นี่สี่เดือนแล้ว แปลกที่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ทั้งๆที่ตอนมาใหม่ๆ คิดถึงบ้านจะแย่ เวลาเปลี่ยน คนก็ก็เปลี่ยนแปลงไปจริงๆนะ นี่แกรู้อะไรมะ นับวันฉันชักจะชอบเมืองนี้มากขึ้นแล้วสิ ถึงแม้จะมีความรู้สึกแบ่งแยกอยู่บ้าง แต่ฉันไม่รู้สึกต่อต้านเหมือนเมื่อตอนเรียนอยู่แผ่นดินใหญ่ คงเพราะคนที่นี่ทำให้เราได้เห็นความเป็นจีนในอีกด้านนึงที่ไม่เลวร้ายเท่าจีนแดง ระบอบนี่ทำให้คนเปลี่ยนไปได้จริงๆวะ (เหอะๆแต่ฉันไม่อยากให้ระบอบแม๊วมันกลับมาเลย)
     
    ทุกที่ๆพานพบทำให้ฉันรับรู้ความแตกต่าง และสอนให้ฉันค้นหาแล้วเห็นด้านดีของมัน เราไม่รู้หรอกว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้เราอยากมีวันพรุ่งนี้นอกจากความตาย แต่แกรู้ไหมฉันเพิ่งค้นพบแรงบัลดาลใจง่ายๆที่เอาไว้สร้างความหวังให้กับตนเอง ทำให้มองทุกสิ่งรอบด้าด้วยทัศนะคติที่ดี และทำให้สังคมเป็นสุข สิ่งที่ฉันเจอนั้นก็คือ การชมละครน้ำเน่า ฮ่าๆ 
     
    ใครจะรู้บ้างว่าพล็อตเรื่องเดิมๆ อารมณ์เก่าๆ ดูจนกลางเรื่องก็เดาตอนจบได้ กลับให้ความหวัง ทำให้เราอยากดูทั้งๆที่ก็รู้ว่าตอนจบจะลงเอยอย่างไร แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เรามีกำลังใจอยากอยู่เพื่อดูตอนต่อไปไม่ใช่เหรอแก และเพราะแรงบันดาลใจน้ำเน่าเหล่านี้แหละ ที่ทำให้ฉันได้เห็นแง่ดีของชีวิต ความฝัน และความสุขเล็กๆที่ได้เกิดมา ฉันมีความสุขจริงๆนะ ยิ่งน้ำเน่ามาก ก็ยิ่งเห็นเงาจันทร์ชัดใสสวยงาม แต่อย่าเข้าไปใกล้นะ ยี้เหม็นติดตัวเลย  
     
    จะสิ้นปีอีกแล้ว บ้านเรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่แต่หน้าเก่า ความคิดเก่า เลวเหมือนเก่า แต่ก็ช่างเถอะ ชั้นได้ทำดีที่สุดแล้ว(อย่าให้ตูได้เป็น สส บ้างก็แล้วกัน) ก้อขออวยพรปีใหม่ให้ทุกๆคน คุณพ่อคุณแม่ น้องๆ เพื่อนๆพี่ๆ สัมถเวสี ทั้งหลาย จงเป็นสุขๆเถิด มีความสุขตามอัตภาพ อย่าโลภ มีเวลาก้อมาดูละครน้ำเน่าไทยบ้าง เทศบ้าง สร้างความหวังและแรงบัลดาลใจให้กับตัวเอง ให้เราสู้เพื่อมีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ทุกคนทำได้ ไม่มีคำว่าแพ้ หากยังมีลมหายใจอยู่ 
     
    ถึงทางข้างหน้าจะลำบาก อุปสรรคจะมาก แต่ฉันจะไม่มองมันให้ทุกข์ใจอีกต่อไป เพราะมันก็คือละครน้ำเน่าที่ฉันมองเป็นพระจันทร์แจ่มใส แม้จะมองอยู่ไกลๆเพราะกลิ่นมันแรงก็ตาม (น้ำเน่าจริงๆ)
     
    สวัสดีปีใหม่ครับ
     
    นายผิด  
    November 21

    ความอดทน

    หวัดดีแก
     
    สบายดีหรือเปล่า
     
    วันเสาร์ก็ลอยกระทงแล้วสิ แกมีใครไปเป็นเพื่อนลอยกระทงแล้วยัง ส่วนชั้นน่ะไม่มีร้อกและที่นี่ก็ไม่มีงานลอยกระทงด้วย ตอนอยู่เมืองไทยมีงานลอยกระทงก็ไม่ได้ไปเพราะต้องทำงาน มาอยู่ที่นี่พอมีเวลาไปได้ก็ไม่มีงานลอยกระทงให้ไป ซะงั้นอ่ะ 
     
    ชั้นเพิ่งจะสอบวิชาสถิติเสร็จเมื่อวานนี้เองแก มันยากมากมายมหาศาล เกินกว่าสมองอันน้อยนิดของฉันจะเข้าใจมันได้ แต่ถึงต่อให้สมองใหญ่กว่านี้ชั้นก็ไม่อยากจะเข้าใจข้อสอบสักเท่าไร ก็แม่งให้คิดเลขแบบตรวจสอบความละเอียดอะ ไม่ได้วัดเลยว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่แม่งวัดความอึดว่าใครจะอดทนนั้งคำนวณข้อมูลเป็นสิบๆค่า หาค่าแต่ละตัวมาเข้าสูตร แถมสูตรที่ให้มาก็ให้มาไม่หมด ไอ้สูตรง่ายๆมีก็ไม่ให้ แล้วบอกก่อนจะสอบว่าไม่ต้องท่องสูตรเพราะมีให้อยู่แล้ว ยังงี้มันแกล้งกันใช่ไหมวะ แย่ๆๆอ่ะ นึกว่าสอบวิธีวิจัยจบแล้วสถิติจะไม่ยาก ที่ใหนได้ถึงจะรู้สูตร เข้าใจวิธีการ แต่เจอข้อสอบเล่นตลกจนขำไม่ออกเลย ก็หมดวิชาสอบไป แต่ยังเหลือวิชาทำรายงาน ฮ่าๆๆ สู้ต่อไปพิดชี่
     
    อากาศที่นี่หนาวขึ้นทุกวัน จากที่เคยนอนเหยียดแขนขา เปิดแอร์แก้ร้อน ก็ต้องมาขดนอนใต้ผ้าห่มแถมบางคืนทนไม่ไหวก็ต้องไปหยิบหมวกมาคลุมหัวหู ยังดีที่มีน้ำอุ่นให้อาบแต่ไม่ดีที่ไม่มีฮีตเตอร์ คิดว่าน่าจะหนาวสุดๆตอนกลางเดือนธันวา แต่คงไม่หนาวเท่าที่ฉงชิ่งมั้ง
     
    ใกล้ปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้วนะ แกวางแผนอะไรสำหรับปีหน้านี้แล้วหรือยัง แล้วแกคิดว่าปีที่ผ่านมาสำหรับแกมันมีความหมายอะไรมั้ง ชั้นว่าคนเราจะรู้คุณค่าของเวลาก็เมื่อตอนจะสิ้นปีนี่แหละ เอ้าแก่อีกปีแล้วโว้ย ผ่านไปอีกปีแล้วยังได้เงินเดือนเท่าเดิมเลย เฮ้อตกงานมาปีนึงแล้วหรือเนี้ย ทำนองนี้ แต่สำหรับคนที่รู้คุณค่าของเวลาถึงแม้เขาจะตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ เขาก็จะไม่คิดในทำนองดูถูกตัวเอง เช่นแก่ขึ้นอีกปีก็มีประสบการณ์มากขึ้น เงินเดือนเท่าเดิมแต่เป้าหมายของเราไม่เหมือนเดิม ตกงานหนึ่งปีดีกว่าได้งานไม่ดีตัวเองไม่ชอบ ความคิดมีทั้งสร้างกำลังใจ และทำลายกำลังใจได้เหมือนกัน ชั้นอยากจะบอกแกว่าชั้นอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะการมองปัญหาในแง่ดีๆ ให้กำลังใจตัวเองแต่ไม่เหลิง ต้องตอกย้ำข้อบกพร่องในตัวเองว่ายังมีตรงใหน เพื่อเป็นเป้าหมายให้เราพัฒนาตัวเองต่อไป เอ...ชั้นกำลังบ่นเรื่องอะไรให้แกฟังก็ไม่รู้ ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่า มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ก็เขียนมาคุยกันได้ ชั้นอยากจะแบ่งปันเรื่องดีๆในความรู้สึกของฉัน ชีวิตมันไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่แกอย่าไปเติมความยากให้มันอีก แกกับฉันก็มีชีวิตที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจริงไหมวะ
     
    เอาเว้ย สอบเสร็จแล้ว ขอสติแตกนิดนึง วันหลังค่อยรวบรวมความคิดมาเขียนจดหมายถึงแกใหม่นะ
     
    รักษาสุขภาพด้วย
     
    เป็นห่วง
     
    นายผิด
     
     
     
      
    November 02

    พรุ่งนี้ต้องไม่เหมือนเดิม

    หวัดดี...แก
    หวังว่ายังสบายดีอยู่นะ
     
    นี่ก็เริ่มเข้าฤดูกาลแห่งปีใหม่กันแล้ว ที่บ้านเราเพื่อนๆคงวางแผนไปเที่ยวสนุกกัน แกล่ะ จะไปเที่ยวใหน ไปใหนก็แล้วแต่อย่าลืมกลับบ้านตรงเวลานะเดี๋ยวที่บ้านจะเป็นห่วง
    อากาศที่นี้เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งหนาวมากตอนฝนตก เราเลยต้องไปซื้อเสื้อหนาวมาเพิ่ม ต้นไม้ที่นี่ก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้วนะ จากแดงจางๆจนเข้ม จากเขียวค่อยๆจางเป็นเหลือง ดูแล้วก็สวยไปอีกแบบ อืม...ชั้นลืมบอกแกไปตอนนี้ชั้นมีงานทำแล้วนะเว้ย เป็นครูสอนภาษาไทยเชียวนะเว้ย ฮ่าๆงงอะดิ ที่นี่มีคนสนใจภาษาไทยด้วยเหรอ มีว่ะ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ม.นี้ ชาวเยอรมัน ก็ดีนะฉันจะได้มีรายได้เสริม และไม่เหงา อ่อยังมีอีกงานหนึ่ง อาจารย์จากที่อื่นมาจ้างฉันให้ไปเป็นผู้ช่วยทำวิจัยเกี่ยวกับเมืองไทย ฉันว่าชีวิตฉันหนีไม่พ้นกับการสอนหรือเปล่าวะ จริงๆนะแก รู้หรือเปล่าว่าฉันไม่ชอบอาชีพครูมาตั้งแต่สมัยอยู่ประถมแล้ว ทำไมน่ะหรือ ก็มันน่าเบื่อน่ะสิ แทนที่ทำข้อสอบเสร็จแล้วกลับบ้านก็ต้องมานั้งหลังแข็งตรวจข้อสอบ ตรวจการบ้าน ต้องเป็นห่วงเด็ก สนใจเด็กไม่ให้ไปเสียคนที่ใหน ความรับผิดชอบของครูนี่ เราว่าไม่ต่างอะไรกับหมอรักษาชีวิตคนเลยนะ เราจะสอนยังไงช่วยให้เขามีชีวิตอยู่รอดได้ในสังคม ไม่ล้มหายตายจากไปเสียก่อน หมอรักษาร่างกาย แต่ครูรักษาและหล่อหลอมจิตใจเด็ก อ่อแล้วสิ่งที่ฉันไม่ชอบอีกอย่างในความเป็นครูก็คือความเปลี่ยนแปลง ครูจะเห็นเด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่าผ่านมือแกไป ไปดีบ้าง แย่บ้าง แต่ครูต้องอยู่กับที่ อยู่สอนมันยังงั้นซ้ำซากทุกปีๆ แต่เด็กที่จบไปเขาไปเรียนต่อนั้น ทำการค้านู่นนี่ ศึกษาสิ่งแปลกๆใหม่ แต่ว่าครูยังคงต้องสอนเหมือนเดิมเพราะเด็กที่ขึ้นมาใหม่นั้นยังไม่รู้เรื่อง ชั้นไม่ชอบเรียนอะไรซ้ำ สอนอะไรซ้ำเสียด้วยสิ แล้วแกล่ะ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า
    ตอนนี้ฉันสบายใจขึ้นเยอะเลย ผิดกับตอนมาใหม่ๆ อะไรๆก็ดูยุ่งยากลำบากไปเสียหมด ตอนนี้กลับเห็นเป็นของธรรมดาไปเสียแล้ว หนักมันก็หนัก เรียนก็ยังค่อยไม่รู้เรื่อง แต่ว่าอย่าท้อแท้ เรียนโทนี้มันเหมือนฝึกความอดทนเลยนะ แข่งกันใครอึด หักห้ามใจได้มากกว่ากัน เห็นไอ้คนนี้มันอ่านบทนี้แล้ว ทำงานวิจัยแล้ว ก็ต้องทำบ้างอ่านบ้าง ไม่เข้าใจก็ถามแม่งจนรู้เรื่อง อย่าไปกลัวโดนเขม่น(ฉันว่าคนที่นี่ไม่รู้จักคำจำพวกเขม่น เหม็นขี้หน้า หรือหมั่นไส้นะ)จริงๆก็อาจจะมีคนไม่พอใจอยู่ แต่ไม่รุนแรงเท่าคนไทยเขม่นกันเอง ของแท้พี่ไทยเราเจ๋งกว่าเยอะเรื่องนี้
    อืม นี่ก็ใกล้จะสอบกลางภาคแล้ว คงต้องขยันขึ้นอีก เทอมหน้าคงลงวิชาเพิ่มอีกสักตัวจะได้จบเร็วๆ หวังว่าฉันจะได้กลับบ้านในเร็ววัน ไปเจอแกไง ตั้งแต่เรียนจบกันมา ฉันยังไม่เคยได้ไปเที่ยวกับแกเลยนะ ดูสิอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน แต่ก็นะฉันยังไม่มั่นใจว่าเมื่อไรถึงจะได้กลับบ้าน กับเรื่องเรียนที่นี่ตอนนี้เรายังมีพันธะกันอยู่ ขนาดปิดเทอมยังไม่แน่ว่าจะว่างเลย
    คิดถึงแกว่ะ ปีใหม่ถ้าได้ไปเที่ยวก็เก็บบรรยากาศมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ อยู่ที่นี่ถึงได้ไปเที่ยว ฉันก็ไม่รู้สึกอยากไปเท่าไปเที่ยวภาคเหนือบ้านเรา มันซึ้งกว่ากันเยอะเลย
    เมื่อเสาร์ที่แล้วไปร้องเกะกับเพื่อนๆไต้หวัน สนุกมากฮาๆ ร้องถูกร้องผิด ร้องที่นี่ต้องมีอุปกรณ์เคาะจังหวะไม่งั้นไม่มัน เต็มที่สุดๆ ถือเป็นการฉลองวันเกิดล่วงหน้าของฉันพอดี จริงๆวันเกิดมันก็เป็นวันๆหนึ่งนะ ที่มีความหมายเหมือนกับทุกวันที่แกมีความสุข สนุกสนาน วันที่ทำให้แกรู้สึกได้ว่าวันนี้เป็นวันของแก เมื่อก่อนฉันบ้าวันเกิดมาก อาจเป็นเพราะฉันมีวันที่เป็นสุข สนุกสนานน้อยไปหน่อยก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วล่ะ คนเราเกิดหนเดียวตายหนเดียวเว้ย อย่าไปแคร์วันเกิดมันมาก ฉันบอกกับตัวเองยังงี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะถ้าถึงวันเกิดของแกเมื่อไร ฉันก็อวยพรให้เสมอ ขอให้มีความสุข มีแฟนสวยๆหล่อๆกันทุกคนเลย ขอให้วันนั้นเป็นวันที่แกมีความสุข เป็นวันที่ดีของแกอีกวันหนึ่ง อืม...จะเที่ยงคืนซะแล้วสิ วันที่เป็นของฉันอีกวันกำลังจะมาถึงแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีปาฏิหารอย่างในเทพนิยาย ไม่มีนางฟ้ามาให้พร แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวหรือกังวลว่ารถม้าจะกลับเป็นฟักทองใช่ใหม เพราะฉันเชื่อว่าฉันมีความสุขได้โดยไม่ต้องง้อใคร แกก็ด้วยล่ะ ฉันเลิกเหงาแล้วนะเว้ย
     
    คิดถึงแกเสมอ
     
    พิชญ์      
           
    October 01

    เมื่อวานนี้

    DSC00281DSC00282DSC00283DSC00284DSC00285DSC00286หวัดดี.....แก หวังว่าคงสบายดีนะ

     

    ส่วนชั้นก็สบายดี กินข้าวอร่อย แต่เรียนหนัก คือที่หนักไม่ใช่อะไรหรอก ก็ปัญหาเรื่องภาษาน่ะ ยิ่งมาเรียนต่อโทต้องเขียนรายงานเยอะด้วย ภาษาเขียนที่ใช้อยู่มันยังใช้ไม่ถูกต้อง นี่เพิ่งทำงานชิ้นแรกเสร็จ ส่งไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องแก้อะไรบ้าง แต่คาดว่าน่าจะต้องแก้ไขเยอะอยู่

    อยู่ที่นี่ได้ไม่ทันไรเลยก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว คือตั้งแต่มาถึงที่นี่ เออ.......จะบอกยังไงดีล่ะ ชั้นคิดถึงแกนะ คิดถึงบ่อยๆเลยล่ะเวลาที่อยู่คนเดียว

    เพื่อนห้องชั้นเป็นคนไต้หวัน นิสัยดี ชอบสอนนู่นสอนนี่ให้ชั้นเสมอ เวลากลับห้องก็จะถามว่าวันนี้เป็นไงมั้ง ไปเที่ยวใหนมาเหรอเปล่า หรือเวลาชั้นมีปัญหาเรื่องคำศัพท์ก็จะมาถามมัน เค้าช่วยเหลือชั้นมากทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียวชอบนอนกรนเสียงดังเวลาเผลอ ชั้นสะดุ้งตื่นทุกทีเวลามันกรนเลยล่ะ

    ตอนนี้ไม่รู้ว่าแกเป็นไงมั้งแล้ว จะก้าวหน้าไปถึงใหนแล้วน้า หวังว่าแกคงสนุกกับงานที่ทำอยู่นะ ชั้นเรียนอยู่ที่นี่ก็สนุกนะ ชอบมีเพื่อนๆมาถามว่า อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ พวกเค้ามีมารยาทมากเลยนะ เวลาดูหนังสือกัน ก่อนกลับจะต้องบอก ขอโทษนะคงอยู่ดูหนังสือเป็นเพื่อนไม่ได้แล้ว ที่บ้านคอยกินข้าว ไปก่อนนะ สู้เค้านะ

    อืม....พวกเค้าคงไม่รู้ว่าชั้นเคยผ่านเรื่องเศร้าๆเหงาๆอะไรมามั้ง จึงรู้สึกว่าชั้นเดียวดาย จริงอยู่ อยู่คนเดียวยังไงก็หนีความรู้สึกเหงาไปไม่พ้นหรอก ก็ชั้นยังคิดถึงแกเลยนี่นา แต่มันก็ไม่รุนแรงจนควบคุมไม่อยู่นะ ชั้นหมายถึงชั้นอยู่คนเดียวได้ ไม่เป็นไรจริงๆ ก็คนมีโลกส่วนตัวเยอะน่ะ แกก็รู้จักนิสัยชั้นนี่

    มีเรื่องอยากเล่า คือเมื่อเย็นนี้ออกไปเดินเล่นรอบมหาลัย กะจะไปหาซื้อกางเกงกับเสื้อเพิ่ม ก็เผอิญเดินผ่านร้านหนังสือร้านนึงเข้า ร้านนี้ก็ตกแต่งอย่างธรรมดา ชั้นล่างขายหนังสือจิปาถะทั่วไป ออกจะเป็นแนวหนังสือศาสนาคริสซ์ซะมาก ชั้นเดินๆดู ไม่รู้สึกสนใจอะไร ก็มองผ่านๆ ไปเจอะป้ายทางขึ้นชั้นสอง บอกว่าขายซีดี สมุดจด และเครื่องเขียน ที่ชั้นสองนี่ซีดีเยอะเลย แต่ก็เป็นแนวศาสนาอีกแหละ ชั้นรู้สึกร้านนี้จะออกแนวศาสนามากไปแล้วนะจึงหันหลังกลับลงบันได

    และแล้วสายตาชั้นก็เหลือบไปเห็นหิ้งโชว์เล็กๆข้างทางลง หรือมันเป็นหิ้งโชว์แห่งความคิดถึง ชั้นรู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ ของที่อยู่บนหิ้งจะเป็นพวกที่ทับกระดาษรูปลักษณ์เก่าๆ แต่ชวนให้คิดถึงอดีต ตุ๊กตาหีบเพลงแบบหมุนไขลานรูปคนพายเรือ ลูกแก้วทับกระดาษที่ด้านในบรรจุน้ำและตุ๊กตาต่างๆไว้ พอจับมันเขย่าปุ๊บ ก็มีเศษกระดาษหลากสีสัน ลอบฟุ้งไปทั่วฟ้าในโลกลูกแก้วใบนั้น

    จริงๆชั้นไม่ได้ใส่ใจมันนักหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะตุ๊กตาที่อยู้ข้างในนั้นทำให้ชั้นหวนคิดถึงใครบางคน มันเป็นโลกในลูกแก้วใบหนึ่งมีตุ๊กตารูปบุรุษไปรษณีย์หน้าตายิ้มแย้มกำลังนำจดหมายหย่อนลงไปในตู้รับจดหมายของบ้านใครสักหลังหนึ่ง อืม.....แล้วชั้นก็หันไปสะดุดมองโลกลูกแก้วใบข้างๆกัน มันเป็นรูปเด็กหญิงคนนึงกำลังหยิบจดหมายออกจากตู้รับจดหมายอย่างดีอกดีใจเป็นที่สุด

    ใช่....เท่านี้แหละที่ชั้นเห็น และติดตามาจนตอนนี้

    แกคงคิดว่าชั้นว่างมากสินะ ที่มีเวลาเขียนเรื่องไร้สาระหลอกให้แกอ่านอยู่ได้ตั้งนาน ขอโทษละกัน

    ที่ชั้นอยากเขียนจากใจ จากความรู้สึก ก็มีเพียงเท่านี้แหละ

    ไม่ต้องถามชั้นว่าเขียนทำไม เพราะชั้นเองก็ไม่รู้ว่าต้องเขียนทำไม

    ไม่ต้องตอบจดหมายชั้นก็ได้  เพราะมันก็เป็นจินตนาการที่ชั้นรับรู้คนเดียว

    ขอให้ทุกวันที่กำลังจะมาถึง เป็นวันที่แกมีความสุขที่สุดนะ ชั้นคงพูดอะไรได้ ไม่มากไปกว่านี้แล้วล่ะ มันจุกว่ะ ชั้นจะมุ่งมั่นตั้งใจเรียน อย่างที่แกเคยบอก ก็คนเราต้องตามความฝันนี่นา ไม่ใช่อยู่เพื่อรอใครซะหน่อย

    ดีใจนะที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน   

    September 12

    ย้ายมาอยู่หอในได้สามสี่วันแล้วนะ

    ห้องพักเป็นแบบสองห้องนอน มาถึงวันแรกห้องยังไม่เรียบร้อย ฝุ่นเต็มห้องเลย ฉันต้องเช็ดอยู่ห้าหกรอบจึงค่อยพออยู่ได้หน่อย จากนั้นก็มาขัดห้องน้ำ อ่อห้องน้ำเป็นแบบสองฝั่งใช่ร่วมกัน ด้วยความที่ห้องเพิ่งทำเสร็จใหม่ ปูนไม่ได้ขัดและแห้งติดกับกระเบื้องผนังห้องน้ำดูแล้วไม่น่าใช้เลยจริงๆ ยิ่งคิดว่าจะต้องอยู่เป็นปีแล้วก็ก็จำใจล้างห้องน้ำใหม่อีกสามสี่รอบ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สะอาดอย่างที่เราอยากให้เป็นเหมือนที่บ้าน ก็มีคนอื่นใช้ด้วยนี่นา มันก็ต้องสกปรกเพราะไอ้สี่คนนี่แหละ
    เรื่องน่ารำคาญของที่นี่อีกอย่างนึงก็คือยุง เนื่องจากว่าหน้าต่างแม่งเจ๊งปิดไม่มิด หัวค่ำเลยตบยุงไปออนเอมไปเหนื่อยดี
    แต่ว่าตอนกลางคืนไปเดินหาของกินอร่อยๆได้ตลอดเวลาเลยนะ
    August 26

    唯美主义

     
    我们一直都在寻找 
     
                     一种叫做幸福的感觉 ....หน้าสุนัข
                        
                                   其实被自己爱的人爱 หัวใจสีแดง
     
                                                                  就叫幸福。ร้องไห้
                                       
                                    
    August 24

    การผจญภัย ครั้งใหม่

     
    และแล้วการแก้ไขปัญหาครั้งใหม่กเริ่มขึ้น
     
    เมื่อวานได้รับข่าวร้ายไม่ดีจากไต้หวันว่า หอพักของเรายังไม่เรียบร้อยต้องรอถึง7กันยายนโน่นจึงจะเข้าพักได้ เลยซวยกรู ต้องควานหาห้องพักอยู่เอง10วันก่อนหอในจะเสร็จ ตอนนี้ก็เลยวุ่นๆว่า จะลงเอยได้ห้องพักที่ใหนนะ ราคาไม่แพง ที่เพื่อนไต้หวันหาให้ก็คืนละ 5500 เหรียญไต้หวันแต่อยู่ใกล้มหาลัยดี ถ้าจะไปพักยูทโฮสเตล ก็อยู่ไกลหน่อยแต่ถูกมาก มีให้เลือกหลายขนาดราคา
     
    อืม....คิดว่ามาถึงสองสามวันแรกน่าจะไปอยู่ใกล้ๆมหาลัยก่อน พอเสร็จจากเรื่องลงทะเบียนกับจัดการเอกสารต่างๆและแบ่งถ่ายสัมภาระ แล้วค่อยย้ายไปยูท น่าจะดี
     
    ถือโอกาสเที่ยวอย่างฝรั่งแบ็คแพ็กมั่งอีกดีฝ่าวู้ๆๆ 
     
     
     
    August 22

    นับถอยหลัง

    ช่วงนี้เดินสายเลี้ยงอำลามิตรรักแฟนกิ๊กจนตัวเป็นเกลียวเลย ออกจากบ้านทุกวันนี่มันเหนื่อยจริงๆนะ
     
    เช้านี้ลองลงทะเบียนผ่านเน็ตแล้ว ลงได้เก้าตัว ยี่สิบสี่หน่วยกิต เป็นวิชาบังคับประมาณสิบสองหน่วย .....ก็คิดว่าลงวิชาไปเยอะอยู่แหละ แต่ไม่เป็นไรหรอก ลงไว้ก่อนเยอะๆ แล้วค่อยไปดร็อปทีหลังเหมือนสมัยเรียนมหาลัย
     
    อังคารหน้าค่อยไปแอตวิชาเพิ่มอีกสักตัวสองตัวก็คงพอใจแระ วิชาเทอมแรกจะได้ลงตัวซะที จากนั้นก็จะได้ไปทำเรื่องต่างๆเช่น ตรวจร่างกาย ทำเอกสารขอพำนักในไต้หวัน จ่ายตังค์ค่าหอ ลงทะเบียนเรียนภาษาจีนเพิ่ม แล้วค่อยเที่ยว น่าจะทันนะ
     
    เอาไว้คร่าวๆเท่านี้ก่อนละกัน
     
    นึกอะไรได้ค่อยเพิ่มเติมทีหลังเว๊ย.....
    August 15

    มาซื้อของ

    วันสองวันนี้ฝันแปลกๆ บางทีในฝันก็พูดภาษาไทย บางทีก็พูดจีน แต่ฝันไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย พอตื่นมาก็เลยงงๆ นอนอ่านหนังสือสักพัก ลงไปช่วยแม่ถูบ้าน ก็ออกไปเก็บเกี่ยวภาพความทรงจำข้างนอกก่อนจากเมืองไทย
    วันนี้มีโอกาสไปวังบูรพากับแม่ อืม...วังไม่มีแล้วแหละ มีแต่ห้าง ห้างที่ดูจะดีหน่อยก็คือเซนทรัลวังบูรพา แม่ว่าเมื่อก่อนสมัยท่านเด็ก ใครๆมาเที่ยวห้างก็ต้องมาที่เซนทรัลวังฯ ใครถือถุงเซนทรัลคือโก้เลย ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในประเทศไทยอย่างเครือเซนทรัลเริ่มต้นสร้างตัวมาจากห้างๆนี้เอง
    แวะร้านผลไม้ดอง ซื้อมะม่วงหยี มะม่วงกวนติดตัวไว้กินตอนคิดถึงบ้าน จากวังบูรพา ผ่านพาหุรัดที่ร้อนจริงๆ คนเยอะ แขกเยอะ หญิงสาวแก่เกย์แยะ ผ้าเยอะจริงๆว่ะ ลูกปัด กระดุม ฯลฯ เข้าใจแล้วว่าทำไมป๋วยถึงมาเลือกซื้อของที่นี่ 
    เราผ่านพาหุรัดเข้าสะพานหันหาซื้อเสื้อยืดลายไทยๆไปฝากคนไต้หวัน แต่ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจสักที จนเหนื่อยได้มาแต่ของกินเล่น เดินลากขามาถึงป้ายรถเมล์แถวๆร้านหนังสือนานมีถึงจะได้ขึ้นรถ
     
    ถึงบ้านได้สักพักก็ออกไปเรียนร้องเพลงกับหลิงลี่และเหมียวฟังเพื่อนคนจีน เอ...ก็เรียนได้อีกแค่สองครั้งสินะ ว้า แย่จัง พรุ่งนี้
    ยังต้องไปหาหนังสือสอนภาษาไทยอีก แต่ว่ายิ่งสอนก็ยิ่งชอบอะ
         
    August 10

    เตียมตัว เตรียมใจ เจอกับสิ่งใหม่ๆ

    EVA AIR  BR212
    จากสุวรรณภูมิ เทอมินอลสอง ตอนเที่ยงสิบห้า ถึงไทเปห้าโมงเย็น วันที่ ยี่สิบแปด สิงหาคม
    หวังว่าถึงวันนั้นฉันคงไม่ลืมอะไรอีกแล้วนะ 
    หรือว่าลืมอะไรไปบ้างก้อจะดี.....