Pit's profilePETER!!!PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
PETER!!!เมา...ห้ามอ้วก June 03 ขนม ขนมช่วงนี้ลองท่องเวปดูเรื่องราวเกี่ยวกับขนมต่างที่คนไทยรู้จักในไต้หวันแล้ว เห็นว่าคนไทยรู้จักขนมไต้หวันเยอะมาก ฉันก้อเลยไม่แน่ใจว่าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับขนมอะไรที่ไม่ซ้ำกับคนอื่นให้แกดี มันยากนะเนี้ย
เพราะว่าขนมของกินที่เราชอบไม่ว่าจะเป็นทาโกยากิ ติ่มซำ ผีผา ไส้กรอกปิ้ง กวานตง เถียนปู๋ล่า ซาเปา ไก่ทอดไม่มีกระดูก ปลาหมึกยักษ์ปิ้ง หอยปิ้ง เห็ดยักษ์ปิ้ง มันฝรั่งปิ้ง บัวลอยไต้หวัน น้ำแข็งไสไต้หวัน ผลไม้เชื่อมถังหูลู่ เกี๊ยวซ่า ซวนล่าทัง หรือแม้แต่เบเกอรีต่างๆ ก็มีคนเคยไปชิมมาแล้วทั้งนั้น ฉันก้อเลยยังไม่รู้ว่าจะหยิบยกของกินอะไรที่น่าสนใจ
จนกระทั้งผ่านมาเห็นขนมชนิดนี้ในไต้หวัน เป็นขนมลูกกวาดชื่อว่า 佐久間糖七味糖 ภายในบรรจุลูกกวาดเจ็ดชนิด
ที่จริงที่เมืองไทยร้านเจ๊เล้งมีขายอยู่เหมือนกัน แต่ที่อยากเล่าถึงขนมชนิดนี้ก็คือว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมัยเรายังเป็นเด็ก เคยเห็นแต่ในจอทีวีแล้วอยากได้ จนกระทั้งมาอยู่ไต้หวันจึงได้มาเห็นขนมของจริงแล้วได้ลองชิมจริงๆ มันกระแทกในความรู้สึก ทำให้ซาบซึ้งในรสชาดแห่งวันวานได้เป็นอย่างดี
ในระหว่างสงครามที่ญี่ปุ่นกำลังจะพ่ายแพ้ เซตะลูกชายนายทหารเรือญี่ปุ่นต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูแม่ที่ป่วยและน้องสาวชื่อเซซึโกะ ครั้งหนึ่งจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินรบอเมริกา แม่เขาเสียชีวิต เซตะต้องทำหน้าที่ดูแลน้องสาวในขณะที่อาหารเริ่มหายากขึ้นทุกวัน เขาเริ่มขโมยอาหารเพื่อให้ตัวเขาและน้องสาวอยู่รอด
เซซึโกะเป็นเด็กร่าเริง ชอบกินขนมโดยเฉพาะลูกกวาดเหมือนเด็กทั่วไป แต่เธอไม่มีโอกาสได้กินอาหารมากนักเนื่องจากความอดอยากหลังสงครามได้แพร่กระจายครอบคลุมไปทั่วญี่ปุ่น ครั้งหนึ่งเซตะเห็นเซซึโกะอยากกินลูกกวาดมากจนกระทั้งหาลูกหินมากินแทน นี่เป็นภาพง่ายๆของการแก้ปัญหาแบบเด็กๆ เเต่บาดลึกจิตใจพ่อแม่หรือแม้แต่คนเป็นพี่ชายอย่างเซตะเอง
เซตะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เซซึโกะได้มีอาหารกินและเเข็งแรง แต่ไม่นานเซซึโกะก็ต้องตายเพราะโรคขาดสารอาหาร
ภาพในตอนท้ายของการ์ตูนเรื่อง Grave of the Fireflies เมื่อเซตะเผ่าร่างที่ไร้วิญญาณของเซซึโกะแล้ว เขาได้นำเถ้ากระดูกของน้องสาวใส่ลงในกระป๋องลูกกวาด 佐久間糖 และนำติดตัวไปตลอดชีวิต
เรื่องที่มาที่ไปของขนม 佐久間糖七味糖 ก็เป็นเช่นนี้แล ถ้าแกอยากได้ล่ะก้อ จะซื้อไปฝาก ไม่แพงนักหรอก
แต่ได้คุณค่าทางความรู้สึก และเป็นขนมในไต้หวันที่ฉันประทับใจที่สุด
March 19 ดวงดีเพราะข้างในดีมันก็นานมากแล้วนะที่ไม่ได้ตั้งใจเขียนบันทึก รู้สึกประหลาดๆอยู่เหมือนกันที่พิมพ์ภาษาไทย คงเพราะเคยชินกับการพิมพ์ภาษาจีนละมั้ง วันนี้มีเรื่องอยากเขียนเพราะว่าเมื่อวานไปดู slumdog millionaire มา
อืม ที่เมืองไทยวิจารย์หนังเรื่องนี้ว่าดีทีเดียว ก็เลยทำให้ฉันสนใจ จนกระทั่งตัดสินใจไปซื้อหนังสือQ&Aมาอ่าน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังดียิ่งขึ้น
ก่อนจะมาเป็นหนัง slumdog millionaire ผู้กำกับฯเอาโครงเรื่องมาจากนวนิยายชื่อ Q&A ของนักเขียนชาวอินเดียชื่อ Vikas Swarup บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กหนุ่มอินเดียที่เติบโตมากับสภาพสลัมในเมืองบอมเบ เขาสู้ชีวิตอย่างไม่ต่างจากคนในสลัมคนอื่น ขอทาน บริกร ล่าม คนใช้ เด็กชงเหล้า ทำงานในโรงหลอมเหล็ก ในหนังสือบอกเล่าชีวิตที่กำพร้าของ ราม มูฮัมหมัด โทมัส เปรียบเทียบได้กับการเป็นตัวแทนของสวะสังคม ส่วนเกินของสังคมเมือง ไม่มีใครต้องการ ซึ่งตัวเขาเองก็ดูเหมือนไม่ต้องการให้ใครมาสนใจตัวเขาเช่นกัน
ราม มูฮัมหมัด โทมัส มีเพื่อนสนิทชื่อ ซาลิม (ไม่ใช่ ซาหลิม) ทั้งสองคนเป็นเพื่อนรักกัน และดูเหมือนจะมีแค่ซาลิมเท่านั้นที่ ราม มูฮัมหมัด โทมัส ห่วงใย จนกระทั้งเหตุการณ์ต่างๆนานา นำพาให้เขาพบเจอกับ นิตา ผู้หญิงที่ไร้ราคาในสายตาสังคมแห่งนครมุมไบ รามฯ หลับนอนกับเธอคืนหนึ่ง แต่มันเป็นคืนที่เขาได้พบกับความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
ราม มูฮัมหมัด โทมัส เป็นตัวอย่างของการเอาตัวรอดในสังคมได้อย่างดี แต่นวนิยายก็จงใจใส่ค่านิยมความถูกต้องแบบพระเอกจ๋าเอาไว้ในตัวราม ซึ่งในภาพยนต์ slumdog millionaire ก็ยึดบุคลิกลักษณะนี้ของ รามฯไว้อย่างเหนียวแน่น
อย่างไรก็ตามราวกับว่าบุคลิกลักษณะของรามฯ ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันเห็นจากหนังว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับนวนิยาย Q&A นอกนั้นแล้วแทบหาความเหมือนในโครงเรื่องของทั้งสองสื่อแทบไม่เจอ
อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้จะบอกว่า หนังสือ หรือ ภาพยนตร์ อย่างใหนน่าสนใจกว่ากัน ฉันชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ในส่วนของการตัดต่อที่เร้าใจ เพลงที่กระตุ้นความรู้สึก และนักแสดงที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้ชม ส่วนนวนิยายนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง มีความสัมบูรณ์ในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะตรรกะความเป็นเหตุเป็นผล หรือว่าโชคชะตาที่นำพาให้รามฯได้เข้าร่วมรายการเกมส์เศรษฐีของอินเดีย
เป็นนวนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอ่านจากฉบับภาษาจีนแล้วรู้สึกสนุกไม่แพ้อ่านนวนิยายไทย ฉันประทับใจในแก่นจองเรื่องที่ในภาษาไทยเอามาเป็นชื่อหนังว่า "คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ" ส่วนในภาษาจีนนั้นก็มีชื่ออีกแบบหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะให้แปลตรงตัวก็น่าจะได้ว่า ดวงจะดีเกิดขึ้นเมื่อข้างในใจเราดี 好運發自内心
ไม่ต้องการเหตุผล และไม่ต้องการการตอบแทน สำหรับการจะรักใครสักคน เมื่อจิตใจเรียกร้องจงมองมันอย่างที่เป็นจริง แล้วจะพบว่าใครคนนั้นแท้จริงแล้วไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ข้างในใจเราหรอก รักตัวเองซะบ้างก่อนที่จะไม่มีโอกาส
นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมมีหลงเหลือ หลังจากการนั่งอ่านนิยายเรื่องนี้มาเป็นแรมเดือน กับการดูภาพยนต์สองชั่วโมง แต่สื่อถึงสิ่งเดียวกัน
ผมหลงรักสาวอินเดีย ซะแล้วสิ
นิตา อติกา October 07 taiwan diary你好老朋友,你還好嗎?
好久沒有給你寫信,你還記得我吧。記得我來臺灣的第一個月,很想念一個人,她人在泰國。當時我不知道該怎麽釋懷自己對她的感情,因此就突然寫信給你,對,時間過得真快,已經一年多了。可是現在,我覺得自己心情又回到那段很難過的時間,很難過很累,真的。
我知道喜歡一個人要有耐心等待,我也希望我自己能表現出,她對我如何重要。從那天集聚勇氣面對著她講“我喜歡你”,到現在差不多一個月了,但我覺得我們越來越變成陌生人,我們之間越來越有距離感,我很難過。那天跟她告白,心裏有準備會被拒絕,但是她也沒有說什麽,她只對我說“謝謝你告訴我,這是我和你的秘密”,對,那時候我很高興自己不被拒絕,但是到了現在,我很難過。我累了,我不想每天在上網等待她什麽時候會上綫,該怎麽樣跟她打招呼,希望可以約一起吃飯或者看電影。
也許因爲我是個沒有耐心的人,你問我想不想放棄嗎?
其實,我要謝謝她,因爲喜歡她,我才學到很多東西。感情很複雜的,不簡單,而不要自私。
我還有希望,我會等到她轉頭回來看我,等到一個男生可以等自己情人的等待,然後我會自己離開。
謝謝你聼我的胡説八道,也祝福你新年快樂。
我回家會跟你聯絡
康定 October 06 สิ่งที่ได้มาหวัดดีแก
ฉันกลับมาไต้หวันได้เดือนนึงแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก อาจคงเพราะโตขึ้น(แต่คิดว่าแก่ลงว่ะ) ได้ไปเห็นอะไรๆมากมายในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แกคงรู้แล้วว่าฉันไปขึ้นดอยมาเดือนนึง เมื่อหันกลับไปมองมัน ฉันพบว่าตัวเองมีความสุขมากกว่าตอนนี้ แม้ว่าตอนอยู่บนดอยนั้น ฉันกลุ้มใจเรื่องคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ไม่ออกก็ตาม ไม่รู้สินะ บางเรื่องในตอนนั้นที่คิดว่ามันหนักอย่างขุนเขา แต่พอมองย้อนกลับไปกลับเบากว่าขนนกซะอีก จิตใจของคนเรายากจะเข้าใจมันจริงๆนะ
ขึ้นเชียงราย-เชียงใหม่คราวนี้เป็นหนที่สามแล้วตั้งแต่เรียนจบที่เกษตร แต่เป็นหนแรกที่ฉันรู้สึกว่าได้มาเห็นเมืองเหนือในอีกแง่มุมหนึ่ง ในฐานะบ้านของชาวเขาและแหล่งรวมประเพณีวัฒนธรรมจีน ลาว พม่า มอญ ชนกลุ่มน้อย ในที่เดียวกัน คือฉันมาเป็นอาสาสมัครน่ะ ขึ้นไปอยู่ตามโรงเรียนจีนบนดอย ได้สัมผัสเสน่ห์เมืองเหนือแบบบ้านๆชนบทตลอดตะเข็บชายแดน ฉันเพิ่งรู้ว่าข้างบนนั้นมีคนพูดภาษาจีนได้เยอะมากๆ ถึงแม้จะไม่ใช่ภาษาจีนกลางแต่ก็พอจะฟังกันออก ฉันรู้สึกเหมือนกับมาอยู่อีกประเทศนึงเลยล่ะ กลับมาไต้หวันเพื่อนที่นี่ยังถามฉันเลยว่าอยู่เมืองไทยไปทำอะไรมาภาษาจีนถึงได้ดีขึ้น มันเป็นผลพลอยได้จริงๆว่ะ
ฉันมากับองค์กรเอกชนไต้หวัน มาพัฒนาการศึกษาภาษาจีนของโรงเรียนบนดอย มีการส่งครูจากไต้หวันมาอยู่ที่นี่เพื่ออบรมครูท้องถิ่น เป็นงานที่ท้าทายและน่าสนใจมากๆเลยนะ แต่ฉันไม่มีความสามารถพอที่จะไปสอนภาษาจีนพวกเขาได้หรอก ถ้าสอนภาษาไทยล่ะก็สบายเลย ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานสอนหนังสือหรือเปล่า แต่ฉันชอบที่ได้ออกมาทำงานเพื่อสังคม เพื่อบ้านเมืองของฉัน ก็ฉันเกิดจากที่นี่ ที่เมืองไทย ถึงจะเป็นลูกจีน แต่ฉันก็รักที่นี่มากๆ และรู้สึกว่าต้องทำอะไรเพื่อคนที่นี่
ฉันคิดโครงการจะพาเด็กนักเรียนเอกจีนจากมหาลัยในกรุงเทพมาออกค่ายอาสาพัฒนาบนนี้ ฉันว่ามันต้องดีแน่ๆเด็กเอกจีนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีนในเมืองไทยอีกบรรยากาศใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเยาวราชบ้าง มาดูวิถีชีวิตของคนจีนบนดอยกับชาวเขาท้องถิ่น เข้าใจความหมายของการอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความแตกต่าง โรงเรียนจีนที่ไม่เพียงแต่สอนลูกหลานคนจีน แต่สอนไปถึงลูกหลานม้ง อาข่า พม่า ไต คงเป็นบรรยากาศที่สวยงามมากในความคิดของฉัน เด็กบนดอยจะได้เรียนรู้จากเด็กในเมือง และต่างช่วยกันพัฒนาภาษาจีนไปพร้อมๆกัน แกว่าโครงการฉันดีใหมวะ
อยู่บนนั้นฉันเหมือนได้อยู่กับตัวเองทั้งวัน ไม่ใช่ว่าจะสบายใจ แต่ไม่รู้สึกหนักใจ ฉันชอบอารมน์แบบนั้น
กลับลงมากรุงเทพก็ได้เรื่องเลย ไม่นึกว่าต้องไปบุกยึดทำเนียบกับแม่ แต่ก็เป็นประสบการณ์ในชีวิต ถึงแม้ว่าจะสู้แม่เมื่อตอนสาวๆในเหตุการณ์เดือนตุลาไม่ได้ แต่ฉันก็ภูมิใจที่ได้ออกมาแสดงพลังว่ารักชาติ ให้สังคมได้รับรู้ว่าบ้านเมืองนี้ไม่ใช่มีแต่นักการเมืองที่โกงชาติ ประชาชนที่รักชาติก็สามารถแสดงพลังของตัวเองได้เหมือนกัน ฉันหวังว่าพวกเราจะรักกัน เหมือนที่ฉันรักเพื่อนๆบนดอย เพราะเราเกิดมาจากที่เดียวกัน บนผืนแผ่นดินที่เรียกว่าไทย ขอให้มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
ฉันเริ่มกลับมาพล่ามอีกแล้วใช่ใหมแก เอาเถอะน่า นานๆที ฉันไม่ค่อยได้เขียนบ่อยนักหรอก แกทนฉันหน่อยละกัน
ด้วยความอุปการะจากคุณพ่อฉันก็เลยได้ตั๋วเครื่องบินไปกลับเชียงรายฟรี กลับมากรุงเทพก็ปั่นงาน อ่านหนังสือเตรียมหาหัวเรื่องวิทยานิพนธ์ ขณะเดียวกันฉันก็เริ่มสนใจแนวคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อไทยมากขึ้น ฉันชอบคำว่าปฏิรูปนะ รู้สึกเหมือนกับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องถูกกระทำให้เกิดขึ้น จากพวกเราทุกคน เราเป็นส่วนร่วมกันผลักดัน ถ้าสื่อดี เราก็จะมีสังคมแห่งการเรียนรู้และธรรมเนียมปฏิบัติที่ดี มีจารีตจรรยาบรรณ ลูกหลานของเราก็จะได้เรียนรู้จากสื่อที่ดี เป็นคนดีในอนาคต สื่อก็เปรียบเหมือนกับคุณครูได้นะ เป็นครูของสังคม ถ้าครูประพฤติตัวไม่ดี สังคมก็จะไม่นับถือ และถูกมองเป็นแค่คนสอนหนังสือที่ไม่มีค่า ในฐานะที่ฉันก็เรียนสื่อสารมวลชนมา ฉันก็อยากกลับไปพัฒนาปฏิรูปสื่อบ้านเรา นี่ฉันเขียนอะไรเพ้อฝันไปหรือเปล่าแก
เอาเป็นว่ายังมีเรื่องยิ่งใหญ่อีกมากมายรอฉันอยู่หลังจากเรียนจบ แกก็เหมือนกัน เดินทางมาได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของชีวิตแล้วนี่(หวังว่าจะใช้ชีวิตได้ถึงร้อยปีน่ะนะ) ฉันไม่เสียใจเลยกับสิ่งที่ผ่านมา เพราะฉันได้ค้นพบในสิ่งที่ตัวเองสนใจมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ตลอดมาคอยแต่จะตัดสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบออกไป เรากำลังแข่งกันอยู่นะ ฉันกับแก เรามาดูกันซิว่าเมื่อวันนั้นมาถึง แกกับฉันจะมีเรื่องอะไรมาเม้าท์มากกว่ากัน ใครจะค้นพบในสิ่งที่ตัวเองเป็นก่อนกัน ได้มีชีวิตอย่างที่ใจต้องการ
หวังว่าถึงวันนั้น ฉันคงยังไม่แก่จนจำแกไม่ได้ไปก่อนนะ ฮา
พิดชี่
September 26 我對泰北的感想今年7月15日我到了泰北,在我的印象中,泰北是一個文化濃厚、風景不錯的地方,外國人或泰國人都喜歡到泰北旅行。我也很喜歡泰北的文化和風景,每年放假都想約朋友一起去泰北避暑。可是今年7月我來泰北的目的不一樣,因爲我想要認識這裡。
去年,我的台大朋友陳文政介紹明愛會張正瑤老師給我,他說張老師在泰北服務了好幾年,從事師資培訓的工作。那時候的我很好奇,「她怎麽到泰北去教書呢?爲什麽不去曼谷教?難道泰北學生比曼谷學生喜歡上中文了?」我真不知道。張老師告訴我,跟著她走,就知道她們做的是什麽工作了。
就這樣子,我們就約7月15日在清萊機場會合,然後我就跟張老師一起跨越我從來不知道的泰北神秘。
在泰國學習時,我知道有很多雲南人在泰北、緬甸的邊界生活。以前因爲防禦共產主義侵略,泰國政府允許國民黨93軍在泰北邊界居住。可是我跟張老師他們一起觀察每一個學校和村子後才知道,這裡華人除了國民軍後代還有很多歷史脈絡來源,比如從中國跟緬甸逃難過來的、從軍營留下來的後代軍人、嫁給少數民族而定居在泰北等,所以泰北邊界的中華文化比較多元。
我跟明愛會老師到泰北觀察華語學校,明愛會去泰北的目的是幫助本地華人保留中國文化,而我去泰北的目的則是觀察自己。身為一個泰國華裔,我覺得自己也有責任解脫泰國人的困境,尤其是泰國華裔的困境。但是我能做什麽呢?這真是一個很頭痛的問題。
7月15日,我到了清萊機場,張老師和三四位老師朋友們來接我,那天我們到一個華人的民宿住。早上張老師說要去大同中學解決奇怪的問題,你們絕對想不到。你們是為了錢才來上學的嗎?我想應該不是,可是泰北本地老師來大同中學受培訓時,他們要錢,我們不給錢他們就不來上課。
以前為鼓勵本地老師出來受教育培訓,因此有補助金錢給他們,但是臺灣的經濟不如以前了,每年捐款越來越少,此方法養成本地老師的壞習慣----明愛會不給錢就不想來受教育培訓。張老師花了很多時間解釋給本地人有關明愛會預算與經費的來源。
晚上,我們還去兩三個學校,忘記了是什麽名字。這裡的學生不只是華人,還有很多少數民族的學生來上中文課。在表面上,我看不出來華人與少數民族有什麽差別,我只是聽他們說自己是什麽部落才知道的。
跟明愛會跑了幾天,我摸索到泰北華文教育的幾項問題;如本地老師沒有資格教學、生活困難而非法跨國到泰北來當中文老師、老師説話不標準因爲雲南腔好重、各地經濟狀況不一樣使得教學方法與教材不統一、村長沒有教育精神只愛面子而辦學校、宗教干涉教育、學校的教育裡有政治議題等複雜問題。
去泰北的時候,我還碰到很多臺灣的大學生出國來當志工,回曼谷還帶他們出去玩、交換聯絡電話。我覺得這是一個很好了解國家人民彼此的方法,除了了解自己的生活真理,同時也了解臺灣與泰國的歷史。
7月22日跑了整個清萊府的一圈後,我們就回到大同中學休息和接待僑委會副委員長。在教室裡,有一位臺灣志工在教本地學生練中華民國國歌跟泰國國歌,我就去幫她教學生練泰國國歌,我覺得效果還不錯,學生都很乖。
下午,張老師讓我去國中三年級教室分享留學經驗,他說去年我同學陳文政也有來這裡分享過。今年她想讓我提醒學生們不要離開學校,讓他們繼續念書到高中才去找工作或去臺灣打工。
我想了想,不知道該怎樣安排順序、有點緊張,因爲要用中文表達,最後還是不如用泰文表達比較通順。我說自己是跟他們一樣的泰國華裔,只是我在曼谷出生,家庭不常講中文,何況什麽中國文化我都不知道,我要重新學習中文及中國文化。我說我很羡慕這裡的人,因爲中文環境比曼谷還豐富,很配合學習中文,而且物價不高,希望他們好好念中泰文,把它們學好再出去才能賺更多的錢,因爲我希望他們有更美好的前途。
這是我覺得想要跟他們講的,咱們泰國華裔應該彼此幫忙的吧。
此服務團體讓我強烈地發覺,我應該要做一些服務計劃,但我不知道該怎麽做。跑了十幾天觀察學校和村莊後,我突然有一個想法,就是應該帶在曼谷學習中文的大學生來泰北當志工。其實有很多泰國大學生的服務社團到泰北服務,可是針對華文學校服務還是很少,因爲泰國合法的華文學校不多,其他都是自己辦自己教,不受教育部管理,因此本地大學生社團就不知道泰北有很多華文學校,或者知道,可是因為語言不同而不知該怎麽安排服務計劃。
這啓發點很有趣,但我承認我還不知道該怎麽把這計劃落實。張老師說他支持我這計劃,但不是馬上可以實施,我還要回臺灣學習,還要找夥伴計劃行程,但這是我覺得這次來泰北最大的收穫。
人生如一場夢,而且一去不復返。這世界就這麽奇妙,你不知道以後老了你會對什麼事情而後悔,或者不在乎它。一個人的生活故事給了我什麽,不如我對自己反省到了什麽。去泰北前,會有「想在泰北得到什麼」的想法,想得到經驗、想得到寫論文的資料方向,都是爲自己的目的。但去完之後,這種感覺卻變成了「我想爲泰北貢獻什麼」、想爲別人做些事情的想法。
我仍然不知道能夠為泰北華人作什麽,但是我還是要回去泰北,因為我知道那邊的人需要幫忙,咱們就是一家人。 June 14 คิดถึง อ.โก๋หวัดดีแก ยังสบายดีใหม
วันนี้ฉันมีเรื่องอยากมาเล่าให้ฟัง คือเมื่อวานพี่คนนึงมาชวนไปจัดรายการวิทยุภาคภาษาไทยที่ไต้หวัน เราก็งงๆเพราะว่าตอนแรกบอกไปว่าจะขอแค่ฝึกงานไม่คิดว่าจะได้มาอัดรายการจริงๆตั้งหนึ่งชั่วโมง ฮ่าๆๆๆ
เออ มันสนุกดีนะ ได้รำรึกถึงสมัยหัดทำรายการวิทยุวิชา อ.โก๋
คือว่าที่ไต้หวันนี่มีสถานีวิทยุท้องถิ่นออกอากาศเฉพาะเขตไทเป ก็เหมือนบ้านเรามีวิทยุชุมชนไง
แล้วทีนี่เราก็มาจัดรายการเพลงเพื่อแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไทเป ได้ฟังแก้เหงา ได้เวลาดีออกอากาศสี่ถึงห้าทุ่ม ฮา
ห้องอัดก็ออกโทรมๆหน่อย แล้วไม่ใช่รายการสด ใช้อัดลงมินิดิส ไปเปิดตอนสี่ทุ่ม
ทีนี่ตอนเริ่มอัดก็ต้องมีเพลงอินโทรใช่มะ โอ้โฮคิดถึงโก๋เลยๆ "สวัสดีครับท่านผู้ฟังทุกท่าน....พบกันอีกแล้วนะครับกับรายการฮัลโลไทเป เอฟเอม....." แม่งลูกทุ่งดีจริงๆ อัดผิดก็ลบแล้วอัดใหม่(คิดถึงโก๋อีกเเระ) เปิดเพลงไป ปล่อยมุกใส่กันไป เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไร ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงได้อย่างสบายๆ
มานึกๆดู กรูก็เสียงหล่อใช่ย่อย อะเฮ้อๆ
แล้วจะเอามาให้ฟังวันหลังนะ
คิดถึงนะเว้ย
นายผิด June 05 ความไม่แน่นอนของฉันหวัดดีแก ยังสบายดีอยู่ไหม
ช่วงนี้ที่ไทเปอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็ฝนตกแล้วก็หนาววว อากาศมันไม่แน่นอนเหมือนกับจิตใจของฉันเลย
ช่างที่ผ่านมาฉันทำตัวเฉื่อยมากไปหน่อย รู้สึกว่าเนื้อหาการเรียนเทอมนี้มันยากกว่าเทอมที่แล้วมากมายนัก มีงานวิจัยให้อ่านแทบทุกวัน ฉันยอมรับว่ารู้สึกเบื่อและอยากกลับบ้านมาก ไม่มีจิตใจจะทำงานต่างๆให้ดี คิดเอาเองง่ายๆว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ เขาคงไม่เข้มงวดกับเรามาก
ผิดถนัด ฉันโดนข้อหาไม่ยอมทำงานตามที่สั่งให้ครบ แถมยังโดนเข้าใจผิดว่าเรียนไม่ไหวคงต้องดรอปไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเติม ทำเอาฉันเครียดไปเกือบเดือน กว่าจะคุยกับท่านอาจารย์ที่ปรึกษารู้เรื่อง ทำความเข้าใจในสิ่งผิดพลาดตั้งแต่ตอนเปิดเทอมที่ไม่ได้ไปคุยปัญหาอะไรให้แกฟังเลย สิ่งนี้ทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาเราโกรธมากๆ เฮ้อ เหนื่อยใจ แต่ก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้เราตั้งใจจริงและแสดงให้เขาเห็นว่าเรามาเรียนที่นี่เพื่อเรียนให้จบตามแผนกำหนด เราจะไม่เฉื่อยในการทำงานอีกแล้ว ท่านก็เข้าใจและไม่ต้องให้เราไปดรอป เย้ๆๆๆๆๆ
เรื่องความไม่แน่นอนในการเรียนผ่านไป เรื่องความรวนเรของหัวใจก็เข้าครอบงำ ทำให้ฉันหวั่นไหว วู้ๆ ฮา
สำหรับฉัน กว่าจะชอบใครสักคนให้ถึงขั้นจีบได้นี่ไม่ง่ายนะ แต่ว่าเธอคนนั้นก็ทำให้ฉันอยากรู้จัก อยากพูดคุยด้วย เขาเป็นรุ่นพี่ที่คณะน่ะ น่ารักมากมาย หุ่นดี แล้วคงจะเก่งมากด้วย เราเคยคุยกันไม่บ่อยนักแต่ว่าก็สนิทกันได้เร็วทีเดียว ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอคงจะมีใจให้ฉันบ้าง ไม่มากก็น้อย
แต่ว่าฉันก็รู้สึกเสียดายไม่อยากจะเสียความอิสระและเป็นส่วนตัวในชีวิตของฉันไป ฉันก็เลยไม่ได้ไปบอกเขาตรงๆว่าชอบ ก็ทำได้แค่ดูๆกันไป
สำหรับเดือนที่ผ่านมาเพื่อนๆร่วมรุ่นของฉันมีจัดงานเลี้ยงกันมากมาย เราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันที่จิวเฟิน เราร่วมแรงกันจัดงานเลี้ยงส่งที่มีความหมายให้รุ่นพี่ของเราที่จะจบในปีการศึกษาหน้า เราไปดิ้นกันในผับกลางเมืองไทเปเพื่อฉลองงานวันเกิดเพื่อนของเราอย่างเมามัน
ทั้งที่เพื่อนคนไทยที่ฉันเคยคุยด้วยมักจะพูดว่ามีปัญหากับการคบเพื่อนไต้หวัน มีความแปลกแยก แต่กับฉันแล้วแทบไม่เห็นความต่างกันเลยระหว่างเพื่อนที่นี่กับเพื่อนๆที่กรุงเทพ เรารักกันและช่วยเหลือกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฉันมีปัญหากับอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ๆ พวกเขาให้กำลังใจฉันมาตลอด ซึ้งว่ะ
เดือนนี้ไม่ว่าจะยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ จะเคลียร์งานให้เสร็จเรียบร้อยภายในเดือนนี้ อยากกลับไปเล่าเรื่องราวดีๆที่ฉันเจอที่นี่ให้พวกแกได้ฟัง จะกลับไปไหว้พ่อไหว้แม่ ปู่ย่าตายาย ขอให้สุขภาพแข็งแรง อยู่ให้คำปรึกษาเราไปนานๆ จะกลับไปเพื่อดูว่าตัวได้เรียนรู้อะไรจากที่นี่ไปบ้าง การค้นหาตัวเองนั้นคงจะชัดเจนขึ้น
เล่าเรื่องราวของตัวเองมาซะเยอะเลย แล้วแกล่ะ ยังไหวอยู่ไหม สู้ไม่สู้ ถ้าท้อแท้เมื่อไรก็อย่าลืมฉันนะ เรายังต้องก้าวเดินต่อไป ฉันก็อยากจะเห็นทางนั้นของแกว่าได้ตัดหญ้าแผ้วถางทำทางเดินไปได้แล้วกี่มากน้อย นำมาเล่าสู่กันฟัง
เพื่อนกันไปตลอดกาล
พิชญ์ |
||||
|
|